"น้องลูกปลา" เข้าให้ปากคำกับ ตร. หลังกลับถึงกาญจนบุรี ยันปลอดภัยดี-ไม่ได้ถูกทำร้าย ส่วนที่ติดต่อไม่ได้เพราะโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ ด้านชุดสืบพบข้อมูลขัดแย้งกับคำให้การ เร่งติดตามแฟนหนุ่มตรวจสอบข้อเท็จจริง
วันที่ 5 ก.ย. 69 ความคืบหน้าการติดตามหาตัวนางสาววิชุดา หรือ ลูกปลา อายุ 33 ปี ที่หายตัวไปจากบ้านในพื้นที่ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง ตั้งแต่เมื่อค่ำคืนของวันที่ 28 ส.ค. 69 โดยมีนายนัท แฟนหนุ่มของ น.ส.ลูกปลา ขับรถยนต์กระบะ 4 ประตูมารับ ออกไปจากบ้านพี่สาว บอกว่าจะไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ปรากฏว่าหลังผ่านไปเพียง 1 วัน ทางครอบครัวไม่สามารถติดต่อ น.ส.ลูกปลาได้ อีกทั้งเมื่อสอบถามไปยังนายนัท กลับได้รับการปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่กับน.ส.ลูกปลา ทำให้ครอบครัวกังวลว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้น จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรลาดหญ้า พร้อมประสานขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนให้ช่วยกระจายข่าว หาเบาะแสของ น.ส.ลูกปลา ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ
ต่อมาเมื่อค่ำคืนของวันที่ 4 ก.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรเชียงใหม่ พบตัวของ น.ส.ลูกปลา เดินทางมาขึ้นรถโดยสารสายเชียงใหม่ - กาญจนบุรี เพื่อจะเดินทางกลับบ้าน ทางด้าน พลตำรวจตรีพศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี จึงประสานความร่วมมือไปยังตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ให้ช่วยติดตามหาตัวนางสาวลูกปลาที่อยู่บนรถโดยสาร ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจ อ.สบปราบ จ.ลำปาง จนพบตัว และได้รับการยืนยันจาก น.ส.ลูกปลา ว่ายังคงปลอดภัยดี และต้องการเดินทางกลับบ้านที่ จ.กาญจนบุรี ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
จากนั้น เมื่อเวลา 06.00 น. (5 ก.ย. 69) พันตำรวจเอกจอมพล รุจิรดำรงค์ชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรลาดหญ้า นำกำลังไปรอรับตัว น.ส.ลูกปลา ขณะโดยสารบนรถโดยสารเข้าเขต จ.กาญจนบุรี ที่บริเวณด้านหน้าที่ว่าการอำเภอพนมทวน ก่อนจะเชิญตัวมาบันทึกปากคำที่บริเวณสถานีตำรวจภูธรพนมทวน
โดยนางสาวลูกปลา ยังคงมีท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีร่องรอยคล้ายกับคนที่ถูกบังคับ หรือถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด พร้อมบอกกับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวว่า ตนเองปลอดภัยดี ไม่ได้ถูกทำร้าย หรือถูกบังคับ แต่ที่ขาดการติดต่อกับทางบ้านไปเนื่องจากโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ และไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ เนื่องจากทะเลาะกับแฟนหนุ่มที่เดินทางไปเที่ยวด้วยกันเท่านั้น
จากนั้นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ได้เข้าสอบถามข้อมูลจาก น.ส.ลูกปลา ด้วยตนเอง โดย น.ส.ลูกปลา ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองเดินทางไปเที่ยวที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกับนายนัทซึ่งเป็นแฟนหนุ่ม โดยทันทีที่ไปถึงนายนัทได้พาไปอยู่ที่รีสอร์ทริมชายแดน พร้อมให้ตนอยู่แต่ในห้อง ส่วนนายนัท เดินทางออกไปหาเพื่อนและไปทำธุระด้านนอก ซึ่งพื้นที่ที่ตนเข้าไปอยู่โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ ทำให้ไม่สามารถติดต่อ หรือส่งข่าวกับทางบ้านได้
โดย น.ส.ลูกปลา ยังบอกอีกว่า ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ จ.เชียงใหม่ ตนเองไม่ได้เดินทางออกไปไหนเลย มีเพียงนายนัทที่คอยส่งข้าวส่งน้ำให้ที่ห้อง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามถึงนายนัท น.ส.ลูกปลา อ้างว่า หลังไปอยู่ได้ไม่กี่วัน เกิดทะเลาะมีปากเสียงกัน เนื่องจากตนเองต้องการจะกลับบ้าน แต่นายนัทยังไม่กลับ จึงทะเลาะกันและไม่ได้เจอกันอีก กระทั่งเห็นข่าวที่ทางบ้านตามหาตนเอง จนตัดสินใจเดินทางมาขึ้นรถโดยสารกลับบ้านด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม คำให้การของ น.ส.ลูกปลา ยังขัดแย้งกับข้อมูลที่ทางชุดสืบสวนได้ข้อมูลมา โดยเฉพาะเรื่องของนายนัท ที่ น.ส.ลูกปลา อ้างว่าช่วงอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายนัทคอยส่งข้าวส่งน้ำให้กับตนเองอยู่ตลอด โดยใช้รถยนต์กระบะคันที่ขับมารับตน ขับไปทำธุระและหาซื้อข้าวซื้อน้ำให้กับ น.ส.ลูกปลา ซึ่งจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวถูกจอดทิ้งไว้ และรถยังมีการสวมแผ่นป้ายทะเบียนที่ไม่ตรงกับหมายเลขตัวถังรถด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการเชิญ น.ส.ลูกปลา เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรลาดหญ้า ก่อนจะให้ทางครอบครัวเดินทางมารับตัวกลับบ้าน ส่วนตัวของนายนัท ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ออกติดตามหาข่าวต่อไป รวมถึงหาข้อมูลเพื่อสรุปให้ชัดเจน ว่าเป้าหมายที่นายนัทและ น.ส.ลูกปลา เดินทางไปที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ไปเพื่อสาเหตุใด