แสงเล็ก ๆ หากอยู่เพียงลำพังอาจส่องได้ไม่ไกลนัก แต่เมื่อแสงเหล่านั้นรวมตัวกัน ย่อมกลายเป็นพลังที่ช่วยนำทางผู้คนได้ไกลกว่าเดิม แนวคิดนี้คือหัวใจของ “โครงการหิ่งห้อย” ของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้นำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน วิศวกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อม มาต่อยอดเป็นพลังในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้แก่ชุมชนทั้งในประเทศไทยและ สปป.ลาว

เส้นทางดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากค่อย ๆ เติบโตจากการลงมือทำ การเรียนรู้ และการทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่ จนวันนี้ “โครงการหิ่งห้อย” ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญของแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงการผลิตพลังงาน แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

ตลอด 5 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2569 CKPower ได้รับรางวัล AREA Awards หรือ Asia Responsible Enterprise Awards อย่างต่อเนื่อง รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียที่จัดโดย Enterprise Asia เพื่อยกย่ององค์กรธุรกิจที่มีผลงานโดดเด่นด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความสำเร็จบนเวทีแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งการยอมรับ หากยังสะท้อนพัฒนาการขององค์กรที่ค่อย ๆ ขยับจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไปสู่การสร้างระบบและกลไกที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง

ในช่วงปี 2565-2567 CKPower ได้รับรางวัลสาขา Social Empowerment จาก “โครงการหิ่งห้อย” ซึ่งนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและพลังงานหมุนเวียนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงสาธารณูปโภค ส่งเสริมการเรียนรู้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ในปี 2568 และ 2569 ความสำเร็จขยายออกไปสู่ 2 สาขา ทั้ง Social Empowerment และ Green Leadership ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การสร้างอาชีพและรายได้ ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะในปี 2569 CKPower คว้า 2 รางวัลจากเวที AREA Awards ได้แก่ รางวัล Social Empowerment จาก “โครงการหิ่งห้อย พลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” และ “โครงการหิ่งห้อย นวัตกรรมสร้างโอกาสเพื่อชุมชน” รวมถึงรางวัล Green Leadership จาก “โครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” 

จากวันแรกถึงวันนี้จึงเห็นพัฒนาการได้ชัดเจน จากการ “ให้” สู่การ “สร้าง” จากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สู่การสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และจากการทำกิจกรรมเป็นครั้งคราว สู่การนำความเชี่ยวชาญขององค์กรมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นของโครงการหิ่งห้อยย้อนกลับไปถึงปี 2559 เมื่อ CKPower ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่ห่างไกล และพบว่าหลายแห่งยังมีข้อจำกัดด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และโอกาสทางการศึกษา แทนที่จะมองปัญหาเหล่านี้ในฐานะภารกิจของการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว บริษัทเลือกนำ “สิ่งที่ตัวเองถนัด” เข้าไปตอบโจทย์ “สิ่งที่ชุมชนต้องการ”

หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญคือการจัดสร้างอาคารเรียนที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และติดตั้งกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ผลิตจากโรงไฟฟ้า หากกลายเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ช่วยให้ชุมชนเข้าถึงสาธารณูปโภค และเปิดประตูสู่การเรียนรู้เรื่องพลังงานสะอาดจากประสบการณ์จริง

ชื่อ “หิ่งห้อย” เองก็สะท้อนปรัชญาของโครงการได้อย่างงดงาม เพราะหิ่งห้อยแต่ละตัวอาจให้แสงเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อแสงเล็ก ๆ หลายดวงมารวมกัน ย่อมสร้างความสว่างที่มองเห็นได้ชัดเจน เปรียบได้กับพลังของพนักงาน ชุมชน และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำ ความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการประสานพลังของหลายฝ่าย

หัวใจของโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การติดตั้งอุปกรณ์หรือส่งมอบสิ่งของ หากมุ่งให้ความรู้และสร้างความสามารถในการดูแลต่อไปได้ด้วยตัวเอง โดยเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของ CKPower เข้ากับ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน ผ่านระบบโซลาร์เซลล์และการถ่ายทอดความรู้เรื่องพลังงานสะอาด วิศวกรรม ผ่านการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ระบบสูบน้ำ และระบบไฟส่องสว่าง ตลอดจนการจัดการสิ่งแวดล้อม ผ่านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการนำของเสียกลับมาสร้างคุณค่า

แนวทางดังกล่าวได้รับการต่อยอดภายใต้กรอบการดำเนินงานสร้างคุณค่าสู่สังคม หรือ CSR Strategy Framework ปี 2565-2569 ที่ครอบคลุมทั้งมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยแบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 3 แนวทางสำคัญ

แนวทางแรกคือ “หิ่งห้อย พลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” มุ่งเพิ่มการเข้าถึงและความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดและสาธารณูปโภคที่จำเป็นให้แก่ชุมชน แนวทางที่สองคือ “หิ่งห้อย เพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งมุ่งสร้างองค์ความรู้และขยายพื้นที่การอนุรักษ์ เพื่อดูแลผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ และแนวทางที่สามคือ “หิ่งห้อย นวัตกรรมสร้างโอกาสเพื่อชุมชน” ที่นำศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นอาชีพและผลิตภัณฑ์ผ่านแนวคิด One Power Plant One Product หรือ OPOP

ผลลัพธ์ของการเดินทางตลอดหลายปีจึงเริ่มมองเห็นเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 โครงการหิ่งห้อยดำเนินงานแล้ว 46 โครงการ และช่วยเพิ่มการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนสะสมถึง 163,100 วัตต์ ผ่านระบบไฟถนนโซลาร์เซลล์ กังหันโซลาร์เซลล์บำบัดน้ำ และระบบพลังงานสะอาดที่ช่วยให้ชุมชนเข้าถึงน้ำสะอาดและสาธารณูปโภคพื้นฐานได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่มีความหมายไม่แพ้ตัวเลขด้านพลังงาน คือ “ความรู้” ที่ถูกส่งต่อ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการมีอุปกรณ์ที่ดีเพียงอย่างเดียว หากต้องมีคนที่เข้าใจและสามารถดูแลสิ่งเหล่านั้นต่อไปได้ โครงการจึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนแก่เด็กและเยาวชนแล้วกว่า 16,000 คน พร้อมพัฒนาครูผู้นำและเยาวชนให้เป็นผู้ส่งต่อความรู้สู่โรงเรียนและชุมชน มีการจัดทำแหล่งเรียนรู้และอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา แต่เกิดขึ้นจากการได้เห็น ได้ใช้ และได้ลงมือทำจริง

เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ยังมีพลังของพนักงานจิตอาสากว่า 2,635 คน ที่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะสำหรับ CKPower ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเรื่องขององค์กรเพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

เมื่อมีพลังงาน มีความรู้ และมีโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การพัฒนาจึงก้าวไปอีกขั้น นั่นคือการสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน ผ่าน OPOP หรือ One Power Plant One Product แนวคิดที่ไม่ได้ยัดเยียดว่า “ชุมชนควรทำอะไร” แต่เริ่มจากการมองหา “ชุมชนมีอะไรอยู่แล้ว” ทั้งทรัพยากร ภูมิปัญญา ทักษะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ก่อนนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและมีตลาดรองรับ

CKPower จึงเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่การพัฒนากระบวนการผลิต มาตรฐานคุณภาพและสุขอนามัย ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ โลโก้ อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และการตลาด เพื่อให้สินค้าชุมชนก้าวจากตลาดเล็ก ๆ ไปสู่โอกาสที่กว้างขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอชุมชนในแขวงหลวงพระบาง ขณะที่ “ปลาส้มอนามัยบ้านนาต่อใหญ่” ได้รับการยกระดับทั้งสถานที่และกระบวนการผลิต พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ยืดอายุสินค้า และต่อยอดปลาส้มออกมาเป็น 5 รูปแบบ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้คนในชุมชน 75 คน จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 895,000 กีบ หรือราว 1,300 บาทต่อเดือน

ปัจจุบัน OPOP สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนได้แล้ว 6 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้รวมกว่า 2.8 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียงยอดขาย แต่สะท้อนถึงทักษะใหม่ ความมั่นใจ และโอกาสในการพึ่งพาตนเองของคนในชุมชน

อีกภาพหนึ่งของการสร้างคุณค่าที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี กับโครงการ “Waste to Value” ซึ่งเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวอย่างเศษอาหารในโรงอาหาร ก่อนเปลี่ยนเส้นทางจาก “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” ด้วยการแปรรูปเป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดิน

กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของพนักงาน หน่วยงานภายในโรงไฟฟ้า และชุมชน โดยวัสดุปรับปรุงดินที่ผลิตได้ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าใช้ในการเพาะปลูก ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการเกษตร และสนับสนุนแนวทางการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชนและสมาชิกในชุมชน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความชัดเจน โครงการสามารถผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้ประมาณ 2,665 กิโลกรัมต่อปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยของชุมชนกว่า 72,900 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาขยะได้กว่า 3,840 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ขณะที่ในช่วงปี 2566-2568 สามารถจัดการขยะอินทรีย์สะสมได้กว่า 31,333 กิโลกรัม ผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้กว่า 8,472 กิโลกรัม และลดปริมาณขยะที่ต้องเผาทำลายได้ถึงร้อยละ 20

จากเศษอาหารในโรงอาหาร สู่ดินที่ช่วยปลูกพืช จากพลังงานสะอาด สู่แสงสว่างในโรงเรียน จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ เรื่องราวเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปกลับมีหัวใจเดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยน “ความเชี่ยวชาญ” ให้กลายเป็น “โอกาส” และเปลี่ยน “โอกาส” ให้กลายเป็นคุณค่าที่อยู่ต่อได้ในชุมชน

5 ปีบนเวที AREA Awards จึงไม่ได้มีความหมายเพียงจำนวนรางวัลที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี หากเป็นเสมือนหมุดหมายที่สะท้อนการเติบโตของ CKPower จากองค์กรผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน สู่การเป็นองค์กรที่นำพลังงาน ความรู้ เทคโนโลยี และพลังของผู้คน มาสร้างการเปลี่ยนแปลงในมิติที่กว้างขึ้น

เพราะพลังงานที่ดีไม่ควรให้เพียงแสงสว่าง แต่ควรจุดประกายโอกาส พลังงานที่สะอาดไม่ควรลดเพียงการปล่อยคาร์บอน แต่ควรช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กรก็ไม่ควรหยุดอยู่ที่ตัวเลขทางธุรกิจ หากต้องเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

จากแสงเล็ก ๆ ของหิ่งห้อยในวันแรก วันนี้แสงเหล่านั้นได้รวมตัวกันเป็นพลังที่มองเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ และเรื่องราวตลอด 5 ปีบนเวที AREA คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อความเชี่ยวชาญขององค์กรเดินเคียงข้างความต้องการของชุมชน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นได้จริง จากมือของคนในวันนี้ เพื่อส่งต่อโอกาสให้คนในวันข้างหน้า