ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วโลกถูกฝึกให้ตอบคำถามเดียว คือทำอย่างไรจึงจะผลิตสินค้าด้วยต้นทุนต่ำที่สุด คำตอบนำไปสู่การย้ายฐานผลิตไปยังแหล่งที่ถูกที่สุด การถือสต๊อกให้น้อยที่สุด และการพึ่งซัพพลายเออร์รายเดียวที่เสนอราคาดีที่สุด

แต่จากเวที THAIRATH FORUM 2026: THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER ได้ชี้ว่าคำถามนั้นกำลังถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี


ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผู้นำองค์กรทั่วโลกกำลังเคลื่อนจาก Efficiency First ไปสู่ Security First และเปลี่ยนคำถามจาก "จะผลิตให้ถูกที่สุดได้อย่างไร" มาเป็น "จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหาของนั้นไม่ได้" ในทางปฏิบัติคือการเลิกบริหารคลังสินค้าแบบ Just in Time แล้วหันมาสำรองของจำเป็นแบบ Just in Case ทั้งพลังงาน ปุ๋ย อาหาร ยา และเทคโนโลยี

ประโยคที่ ดร.สุรเกียรติ์ ใช้สรุปสมการใหม่นี้เข้าใจได้ง่ายที่สุดในตอนนี้คือ น้ำมันแพงยังดีกว่าไม่มีน้ำมัน และปุ๋ยแพงยังดีกว่าไม่มีปุ๋ย เพราะในโลกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนของการขาดแคลนสูงกว่าต้นทุนของสินค้าราคาแพง

ภาษีที่ขึ้นแล้วไม่มีลง

ต้นทุนก้อนแรกที่ชัดเจนที่สุดคือกำแพงภาษี ดร.สุรเกียรติ์ ซึ่งทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาษีศุลกากร ให้ตัวเลขว่าโลกใช้เวลาราว 50 ปีในการเจรจาลดภาษีศุลกากรลงมาเหลือเฉลี่ย 3.6-3.8 เปอร์เซ็นต์ แต่มาตรการ Reciprocal Tariff ผลักตัวเลขนั้นขึ้นไปอยู่ระดับ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาไม่กี่ปี

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี


คำถามที่ผู้คนสงสัยกันว่า เมื่อผู้นำอย่างทรัมป์ไม่อยู่แล้วภาษีจะกลับมาลดลงหรือไม่ คำตอบของดร.สุรเกียรติ์ก็คือ “ไม่” และเหตุผลไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่อยู่ที่โครงสร้างผลประโยชน์ เพราะเมื่อภาษีขึ้นสูง ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจย้ายเงินเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ เพื่อข้ามกำแพงนั้น เม็ดเงินระดับหมื่นล้านที่ลงไปแล้วย่อมไม่ยอมให้ใครลดภาษีกลับลงมา เพราะการลดภาษีเท่ากับเปิดให้คู่แข่งจากภายนอกกลับเข้ามาแข่งอีกครั้ง กลุ่มทุนที่ลงทุนไปแล้วจึงกลายเป็นแรงล็อบบี้ที่รักษาระดับภาษีไว้เอง

ผลลัพธ์คือต้นทุนการค้าโลกที่สูงขึ้นอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว และเป็นต้นทุนที่ธุรกิจไทยต้องคำนวณเข้าไปในแผนระยะยาว ไม่ใช่รอให้ผ่านไป

ในฝั่งการเงิน ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า กระบวนการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์กำลังเกิดขึ้นจริง คู่ค้าหลายประเทศเริ่มค้าขายด้วยสกุลเงินของตัวเอง ทั้งอินเดียกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือในกรณีของจีนกับซาอุดีอาระเบียที่ซื้อขายพลังงานด้วยเงินหยวน ขณะเดียวกันทองคำก็เปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ที่เก็บเพื่อรอให้เพิ่มมูลค่ากลายเป็นสินค้าเพื่อการเทรด ตามด้วยเงินและแพลทินัม จนเกิดคำถามว่าจะมีสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ขึ้นมาทำหน้าที่แทนดอลลาร์หรือไม่

ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่ากติกาการชำระเงินระหว่างประเทศเองก็ไม่ได้นิ่งเหมือนเดิมอีกแล้ว

หลักฐานจากงบดุลของเอกชนไทย

อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)
อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)


อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ได้เดินทางมาประเทศไทยในปี 1988 พร้อมเงินทุน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาลกได้ผ่านวิกฤตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งปี 1997 และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 จากโรงงานแห่งเดียวที่ลพบุรี วันนี้ขยายเป็นกว่า 100 โรงงานทั่วโลก บทเรียนจากปี 1997 ที่เขาสรุปคือการไม่วางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว นำไปสู่การลงทุนนอกประเทศครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อปี 2002 และการไล่เชื่อมห่วงโซ่มูลค่าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสเกล

สิ่งที่น่าสนใจจากวิกฤตก็คือ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซรอบนี้ไม่ใช่วิกฤตสำหรับบริษัท ทั้งที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% แต่ไม่มีโรงงานแห่งใดต้องหยุด และเท่าที่ อาลกทราบไม่มีบริษัทเคมีในไทยรายใดต้องหยุดผลิต ซึ่งวิกฤตจริงของเขาเกิดไปแล้วตั้งแต่ปี 2022 ในตอนที่เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน กอปรกับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ชะลอการลงทุนโรงกลั่นจนวัตถุดิบตึงตัว

ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)


ทางด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ฉายภาพเดียวกันจากอีกอุตสาหกรรมหนึ่งว่า บริษัทมีโรงงานและฟาร์มกระจายอยู่ราว 17 ประเทศ และส่งออกจากฐานหลักในไทยไป 40-50 ประเทศทั่วโลก โดยยึดกลยุทธ์ผลิตที่ไหนขายที่นั่น เพราะการเทรดส่งออกอย่างเดียวไม่ยั่งยืนพอในธุรกิจอาหาร

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของ ประสิทธิ์ อยู่ที่ความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร ซึ่งกำลังกลายเป็นวาระใหญ่ของหลายประเทศ โดยยกซาอุดีอาระเบียเป็นกรณีศึกษา จากประเทศที่เคยต้องพึ่งพาการนำเข้ามหาศาล วันนี้บางกลุ่มสินค้าสามารถผลิตเองได้แล้ว ถึงขั้นเริ่มมีการส่งออก ซึ่งอ่านได้ว่าประเทศที่เคยเป็นลูกค้า วันหนึ่งอาจกลายเป็นคู่แข่งได้ในเวลาไม่กี่ปี และเป็นโจทย์ที่ตรงกับไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก

ต้นทุนที่ไม่ได้กระจายเท่ากัน

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มองจากมุมของสถาบันการเงินว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไทยในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคลื่นลงทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้ง AI และเดตา เซ็นเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งผูกกับความต้องการพลังงานโดยตรง แต่อาทิตย์ย้ำว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเป็นรูปตัว K และปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ส่วนล่างของตัว K ที่ยังอ่อนแอและเปราะบาง

อาทิตย์ อธิบายสถานะของธนาคารไว้ตรงไปตรงมาว่า จากภายนอกดูเหมือนไม่ยากเพราะอยู่ในธุรกิจที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ก็ยากในเวลาเดียวกัน เพราะธนาคารควบคุมชีวิตตัวเองได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าลูกค้าเหนื่อย ธนาคารก็เหนื่อยด้วย และเวลานี้พอร์ตลูกค้าเป็นส่วนผสมระหว่างกลุ่มที่ยังโอเคกับกลุ่มที่เหนื่อยอยู่

ภาพนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ดร.สุรเกียรติ์ คาดการณ์ไว้ในปาฐกถาช่วงต้นของเวที Thairath Forum 2026 ว่าโลกข้างหน้าคือโลกที่ราคาสินค้าสูงขึ้น รายได้หลายองค์กรลดลง ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดเล็กเดือดร้อนจากต้นทุนที่สูงขึ้น อำนาจซื้อลดลง อำนาจต่อรองกับผู้ซื้อลดลง และการเข้าถึงแหล่งทุนยากขึ้น

พูดในภาษาเศรษฐศาสตร์คือ Security First เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้เงินทุนและสเกล ธุรกิจที่มีทั้งสองอย่างสามารถกระจายฐานผลิตไปสิบกว่าประเทศเพื่อลดความเสี่ยง แต่ธุรกิจที่ไม่มีทั้งสองอย่างทำได้เพียงรับต้นทุนที่สูงขึ้นเต็มๆ ช่องว่างระหว่างขาบนกับขาล่างของตัว K จึงมีแนวโน้มถ่างออกจากวิกฤตรอบนี้ ไม่ใช่แคบลง

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)


ตัวเลขที่ ประสิทธิ์ ให้ไว้อธิบายความเชื่อมโยงนี้ได้ดี โดย CPF มีคู่ค้าในไทยกว่า 5,000 บริษัท ในจำนวนนี้เป็น SME ราว 3,600 ราย และประสิทธิ์ ระบุตรงไปตรงมาว่าถ้าคู่ค้าเหล่านี้อยู่ไม่ได้ บริษัทก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่มีทางที่บริษัทเดียวจะไปทำงานแทนคู่ค้า 3,600 รายได้ นี่คือเหตุผลที่บริษัทเข้าไปช่วยคู่ค้าตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ด้วยการเร่งรอบจ่ายเงิน มาจนถึงการส่งวิศวกรเข้าไปช่วยพัฒนาประสิทธิภาพให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด อยู่ระหว่างเอกชนกับประเทศ

ประเด็นที่แหลมที่สุดของเวที Thairath Forum 2026 ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาภายนอก แต่อยู่ที่คำถามซึ่ง อาทิตย์ ได้ชวนให้คิดว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด เรายังพึ่งพาโครงสร้างเดิมอยู่หรือไม่ และเรายังมีตัวเลือกน้อยเกินไปหรือเปล่า

ทั้งสามคนบนเวทีล้วนเป็นตัวแทนขององค์กรที่ปรับโครงสร้างตัวเองมาแล้วหลายรอบ IVL เปลี่ยนจากโรงงานเดียวเป็นเครือข่ายทั่วโลก CPF กระจายฐานผลิตไปสิบกว่าประเทศ ส่วน SCBX ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการเงินใหม่ทั้งกลุ่ม แต่ในระดับประเทศ ดร.สุรเกียรติ์ ตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวง ทบวง กรม ยังแทบไม่ถูกแตะเลย ขณะที่บริษัทเอกชนทำเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว

ประสิทธิ์ ชี้ไปที่ต้นตอเดียวกันแต่ชวนคุยในอีกมุมมองหนึ่งว่า ปัญหาหลายเรื่องไม่ได้รับการแก้เป็นเวลานาน เพราะการบริหารจัดการภาครัฐมีมุมมองระยะสั้นเกินไป ผู้นำในรัฐบาลอยู่ในตำแหน่งคนละ 1-3 ปีเท่านั้น ซึ่งสั้นเกินกว่าจะเข้าใจธุรกิจและเดินตามแผนให้จบ ต่างจากภาคเอกชนที่วางตัวผู้นำให้อยู่ยาวพอจะรันงานได้

ขณะที่ อาทิตย์ ระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่มีความคิดหรือไม่มีแผน แต่อยู่ที่กติกาที่ไม่ชัดว่าอยู่ตรงไหน จนสังคมเห็นต่างกันได้แต่เรื่องเดินต่อไม่ได้

โจทย์ที่ไทยยังไม่ได้ตอบ

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย


ในระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ดร.สุรเกียรติ์ เสนอว่าไทยต้องเลิกขายตัวเองด้วยการเป็นแหล่งผลิตที่ราคาต่ำที่สุด แล้วเปลี่ยนมาเป็นประเทศที่ผลิตด้วยต้นทุนที่ยอมรับได้ หรือ Acceptable Cost โดยมีความน่าเชื่อถือและความสามารถในการเชื่อมโยงกับทุกขั้วเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เพราะไทยเข้ากับทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ประเทศในยุโรป ญี่ปุ่น รัสเซีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติที่หลายประเทศมี แต่การจะขายราคานั้นได้ ต้องมีของให้สมราคา สมเหตุสมผล และจุดที่ ดร.สุรเกียรติ์ ระบุว่าเป็นข้อจำกัดใหญ่ที่สุดคือเรื่องคน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติชอบเมืองไทยแทบทุกอย่าง แต่เมื่อสนิทกันแล้วจะมีคำว่า "แต่" ตามมาเสมอ และคำถามที่เขาถามกลับคือเราผลิตคนไม่ตรงกับตลาดแรงงานใช่หรือไม่ คำตอบที่ได้คือใช่

ข้อเสนอของเขาคือให้มองการศึกษาเป็นนโยบายอุตสาหกรรมและนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่นโยบายสังคม เพราะถ้ามองเป็นนโยบายสังคม งบการศึกษาจะเป็นก้อนแรกที่ถูกตัดเสมอ วิธีคิดที่ถูกต้องคือตั้งต้นจากคำถามว่าประเทศต้องการคนแบบไหน แล้วจึงย้อนกลับมาดูว่าต้องใช้งบเท่าไร

ในฝั่งโอกาส เขาชี้ว่าโลกใหม่เปิดทางเลือกให้ไทยมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจอายุยืน ซึ่งต้องแยกคำว่า "Health กับ care" ออกจากกันโดยบอกว่าเรื่องสุขภาพมีคนแข่งกับเราเยอะ แต่เรื่องการดูแลคนไทยเป็นที่หนึ่ง และนั่นคือฐานที่ดึงคนจากจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และยุโรปเข้ามาได้ 

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดที่ต้องการกลไกทางการเงินมารองรับ การผลิตไฮเทค และการท่องเที่ยวที่ต้องคิดใหม่ โดยให้น้ำหนักกับความปลอดภัยจากอาชญากรรม ภัยพิบัติ และมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวยุคนี้ดูก่อนตัดสินใจ

ฝั่งเอกชนเสนอกลไกที่จับต้องได้เพิ่มเติม อาทิตย์ ระบุว่าโอกาสจากคลื่นลงทุนเทคโนโลยีรอบนี้จะเป็นของไทยจริงก็ต่อเมื่อเกิด localization การสร้าง local content และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ได้เม็ดเงินลงทุนเข้ามา 

ขณะที่ อาลก เสนอให้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยซึ่งใหญ่เป็นรองเพียงสิงคโปร์ในอาเซียน แล้วเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้ทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทก เช่นเดียวกับที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเคยช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยหลังปี 1997 มาก่อน

THAIRATH FORUM 2026: THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER ชวนจับตาทิศทางประเทศไทย ในหัวข้อ“พลิกโฉมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย”
THAIRATH FORUM 2026: THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER ชวนจับตาทิศทางประเทศไทย ในหัวข้อ“พลิกโฉมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย”


ในท้ายที่สุด เมื่อสมรภูมิการค้าโลกก้าวพ้นยุคที่แข่งขันกันด้วยป้ายราคา "ถูกที่สุด" ไปแล้ว ประเทศไทยจึงไม่อาจย่ำอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป การสร้าง "ต้นทุนที่ยอมรับได้" หรือ Acceptable Cost ให้เกิดขึ้นจริง ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่องของภาครัฐในการรื้อกติกาและยกระดับทรัพยากรคน ไปพร้อมกับความยืดหยุ่นของภาคเอกชนที่พร้อมจะดึงธุรกิจฐานรากให้เติบโตไปด้วยกัน เพราะในระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน "ความน่าเชื่อถือและความมั่นคง" คือสกุลเงินใหม่ที่มีมูลค่าสูงสุด และนั่นคือคำตอบเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่โลกขาดไม่ได้