ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ผู้นำองค์กรเอกชนยักษ์ใหญ่ของไทย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) อภิปรายถึงกลยุทธ์การรับมือกับความไม่แน่นอนบนเวทีระดับประเทศ โดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญเรื่องการกระจายความเสี่ยง การสร้างความยืดหยุ่น และการผนึกกำลังเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
ไทยรัฐกรุ๊ป จัดงานไทยรัฐ ฟอรัม 2026 ภายใต้หัวข้อ THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน ไทยจะวางยุทธศาสตร์อย่างไร เพื่อ “อยู่รอด” และ “เติบโต” ท่ามกลางความท้าทายครั้งใหม่
ปาฐกถาพิเศษ ความท้าทาย 8 ประการที่มาถึงแล้ว
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดงาน โดยชี้ว่า ความปั่นป่วนของโลกที่ประเทศไทยต้องเผชิญมี 8 ประการ ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร โรคระบาด สิ่งแวดล้อม การศึกษา พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนระเบียบโลกของสหรัฐฯ และมหาอำนาจทั้งหลาย จุดสำคัญคือทั้ง 8 เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันตลอดเวลา
ดร.สุรเกียรติ์ ระบุว่า ความล้มเหลวของระบบพหุภาคีเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ ทั้งเลขาธิการสหประชาชาติที่แทบไม่มีบทบาทในการไกล่เกลี่ยสันติภาพ คณะมนตรีความมั่นคงที่ถูกชาติมหาอำนาจใช้สิทธิ์วีโต้จนไม่มีมติใดออกมาได้ และมติของสมัชชาใหญ่ที่เป็นเพียงคำแนะนำไม่มีผลผูกพัน ขณะที่ระบบการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกก็ถูกทำลายลงจากมาตรการ Reciprocal Tariff
วิกฤตเหล่านี้ทำให้ผู้นำองค์กรทั่วโลกเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความเสี่ยง จากเดิมที่มุ่ง Efficiency First หรือการผลิตด้วยต้นทุนต่ำที่สุด มาสู่ Security First ที่ยอมรับต้นทุนสูงขึ้นเพื่อแลกกับความแน่นอนว่าจะมีของใช้ เปลี่ยนจาก Just in Time มาเป็น Just in Case เพราะในโลกที่ไม่แน่นอน ต้นทุนของการขาดแคลนสูงกว่าต้นทุนของสินค้าราคาแพง โลกจึงกำลังเคลื่อนจากโลกาภิวัตน์ที่แตกเป็นเสี่ยง ไปสู่การพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย และปลายทางคือโลกาภิวัตน์ที่นำไปสู่ความสามารถในการปรับตัว
สำหรับจุดยืนของประเทศไทย ดร.สุรเกียรติ์ เสนอว่า ไทยต้องก้าวขึ้นเป็น Resilient Regional Hub ที่มั่นคงแต่ยังเปิดกว้าง หรือ Resilient but Connected เป็นประเทศที่มีต้นทุนยอมรับได้ มีบุคลากรทักษะตรงตามความต้องการของตลาด และเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายได้ จนโลกมองว่าขาดประเทศไทยไม่ได้
ดร.สุรเกียรติ์ ปิดท้ายว่า โลกใหม่เปิดทางเลือกให้ไทยมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจอายุยืนที่ไทยมีจุดแข็งเรื่องการดูแลคนเป็นอันดับหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การผลิตไฮเทค การท่องเที่ยวที่ต้องคิดใหม่โดยให้น้ำหนักกับความปลอดภัยจากอาชญากรรม ภัยพิบัติ และมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการยกเครื่องการศึกษา ซึ่งควรถูกมองเป็นนโยบายอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่นโยบายสังคมที่มักถูกตัดงบก่อนเป็นอันดับแรก
3 ซีอีโอเอกชนกับบทเรียนการกระจายความเสี่ยง
ต่อเนื่องจากปาฐกถา เวทีเสวนาได้รวมผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเอกชนขนาดใหญ่ 3 รายที่มีฐานการผลิต และรายได้กระจายอยู่หลายภูมิภาค ประกอบด้วย อาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)
อาลก โลเฮีย เล่าย้อนว่า เขาเดินทางมาประเทศไทยในปี 1988 พร้อมเงินทุน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านทั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ปัจจุบันขยายเป็นกว่า 100 โรงงานทั่วโลก
เขาเล่าว่า บทเรียนสำคัญจากปี 1997 คือการไม่วางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว นำมาสู่การลงทุนต่างประเทศครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อปี 2002 และการเชื่อมห่วงโซ่มูลค่าทั้งต้นน้ำปลายน้ำเข้าด้วยกัน เขาระบุว่าวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้แทบไม่กระทบบริษัท ทั้งที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก แต่ไม่มีโรงงานใดต้องหยุดเดิน โดยวิกฤตที่หนักกว่าคือปี 2022 ซึ่งผ่านมาได้แล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศไทยคือบ้านและเป็นลมใต้ปีกสำคัญของบริษัท
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ นิยาม CPF ว่าเป็นพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและตั้งรับได้ดี มีการลงทุนแบบมีโรงงานและฟาร์มกระจายอยู่ราว 17 ประเทศ และส่งออกไป 40-50 ประเทศทั่วโลก โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนในเอเชียเป็นหลัก เพราะเข้าใจวัฒนธรรมและวิธีทำงานในภูมิภาคนี้ลึกกว่า ขณะที่ยุโรปมีอัตราการเติบโตค่อนข้างน้อย และกำลังศึกษาโอกาสในแอฟริกาเพิ่มเติม เขาชี้ว่าประเด็นที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศคือความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยยกซาอุดีอาระเบียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เคยพึ่งพาการนำเข้ามหาศาล แต่วันนี้บางกลุ่มสินค้าผลิตได้เองและเริ่มส่งออกแล้ว
อาทิตย์ นันทวิทยา มองจากมุมสถาบันการเงินว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้าไทยในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคลื่นการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้ง AI และเดตา เซ็นเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานโดยตรง แต่ก็เตือนในเวลาเดียวกันว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเป็นรูปตัว K และปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ส่วนล่างของตัว K ที่ยังเปราะบาง พร้อมตั้งคำถามกับที่ประชุมว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 10 กว่าปี โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด และยังพึ่งพาโครงสร้างเดิมอยู่หรือไม่ โดยเสนอว่าโอกาสจากคลื่นลงทุนรอบนี้จะเป็นของไทยจริงก็ต่อเมื่อทำเรื่อง localization การสร้าง local content และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นได้
ประเด็นที่ทั้งสามเห็นตรงกันในช่วงท้ายคือ การเติบโตของรายใหญ่เพียงลำพังไม่เพียงพอ ประสิทธิ์ ระบุว่า CPF มีคู่ค้าในไทยกว่า 5,000 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอีราว 3,600 ราย และหากคู่ค้าเหล่านี้อยู่ไม่ได้ บริษัทเองก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน จึงเกิดโครงการช่วยเหลือคู่ค้าตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา
ขณะที่ อาทิตย์ ย้ำว่า ทุกบริษัทในวันแรกล้วนอ่อนแอ การให้โอกาสธุรกิจใหม่จึงเท่ากับการให้โอกาสระบบเศรษฐกิจไทยเอง ส่วนอาลก เสนอให้ใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยและเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้ทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกเช่นเดียวกับที่เคยช่วยพยุงเศรษฐกิจหลังปี 1997