เศร้า ผลชันสูตร "วาฬบรูด้า" บางปูเกยตื้นตาย มีร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ภายในจากแรงกระแทกส่วนหัวและขากรรไกร คาดตัวเคราะห์ร้ายคือ "เจ้ามาลี" ลูกวาฬตัวที่ 6 ของแม่กันยา "กรมทะเล" วอนชาวเรือลดความเร็วป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย

จากกรณี เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 ส.ค. 69 นายบรรเจิด อุดมสมหิรัญ แกนนำเครือข่ายรักอ่าวไทยตอนบนจังหวัดสมุทรปราการ รับแจ้งพบซากวาฬขนาดใหญ่ลอยมาติดบริเวณตลิ่งใกล้เขื่อนทะเลบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ

ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ซากดังกล่าวเป็นวาฬบรูด้า ขนาดใหญ่ คาดว่ามีอายุมากกว่า 10 ปี ความยาวไม่ต่ำกว่า 10 เมตร น้ำหนักประมาณ 5-6 ตัน และอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีลักษณะเป็นวาฬโตเต็มวัย โดยซากยังอยู่ห่างจากแนวฝั่งประมาณ 100 เมตร สภาพเริ่มเน่าเปื่อย แต่ยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

โดยนายบรรเจิด เปิดเผยว่า วาฬบรูด้าตัวดังกล่าวอยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีขนาดตัวโตเต็มวัย ถือเป็นซากที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์มาก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่และกลุ่มอนุรักษ์ จะได้ทำการเคลื่อนย้ายซากวาฬออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบเรื่องกลิ่นรบกวนชาวบ้าน ก่อนนำไปลากจูงยังจุดทำพิสูจน์ซากเพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง 

ขณะนี้ทางทีมสัตวแพทย์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เร่งตรวจสอบรูปพรรณสันฐานและอัตลักษณ์ประจำตัว (ตำหนิ) เพื่อระบุว่าวาฬตัวดังกล่าวคือตัวใดในระบบฐานข้อมูล เนื่องจากวาฬบรูด้าในท้องทะเลอ่าวไทยแทบทุกตัวจะมีการตั้งชื่อระบุตัวตนไว้อย่างชัดเจน ผ่านความร่วมมือระหว่างชาวบ้านชายฝั่งและหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงบางตัวยังได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น แม่ข้าวเหนียว และเจ้าส้มตำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์วาฬในพื้นที่ระบุเพิ่มเติมว่า ปริมาณประชากรวาฬบรูด้าในอ่าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบบันทึกการสำรวจในปี 2558 มีอยู่ราว 60 กว่าตัว แต่ปัจจุบันคาดว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ตัว ซึ่งสะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลไทย 

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังกลับพบอัตราการตายของวาฬสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว เพิ่งพบลูกวาฬความยาวประมาณ 6 เมตรเสียชีวิตไปอีกหนึ่งตัว สำหรับสาเหตุการตายของวาฬตัวล่าสุด ทางทีมสัตวแพทย์กำลังเร่งชันสูตรเพื่อตรวจดูบาดแผล ร่องรอยการถูกทำร้ายจากมนุษย์ เช่น ใบพัดเรือ ตลอดจนการสุ่มตรวจโรคทางธรรมชาติ 

ล่าสุดวันที่ 31 ส.ค. เพจเฟซบุ๊ก กรมทะเลและชายฝั่ง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า จากกรณี เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายบรรเจิด อุดมสมุทรหิรัญ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับแจ้งเหตุและประสานงานด่วนไปยัง ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน (ศวทบ.) และสำนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 (สทช. 2) เพื่อเข้าตรวจสอบซากวาฬบรูด้า บริเวณริมเขื่อนหิน ชุมชนคลองเสาธง ต.บางปู อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 

และในวันที่ 31 ส.ค. ทีมสัตวแพทย์และนักวิชาการ พร้อมด้วยเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน และอาสาสมัคร ได้ระดมกำลังลงพื้นที่ปฏิบัติการชันสูตรซากอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบพบว่า วาฬตัวดังกล่าวเป็นวาฬบรูด้า (Bryde's Whale) เพศผู้ วัยก่อนเจริญพันธุ์ มีความยาวลำตัว 10.70 เมตร แม้สภาพซากจะเริ่มเน่าเปื่อยและมีบางส่วนสูญหาย แต่เนื้อเยื่อและชั้นไขมันยังคงมีความหนา (2.8–4.0 เซนติเมตร) บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของร่างกายที่ดี 

อย่างไรก็ตาม ผลการผ่าพิสูจน์ทางสัตวแพทย์พบร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ภายใน ได้แก่ พบรอยช้ำและคั่งเลือดบริเวณส่วนหัว มีเศษกระดูกขากรรไกรบนฝังในเนื้อเยื่อ และกระดูกขากรรไกรบนหัก พบภาวะกระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนออกจากช่องท้องมาอยู่ใต้ผิวหนัง (Traumatic lumbar hernia) อันเนื่องมาจากแรงกระแทกจากวัตถุไม่มีคมอย่างรุนแรง ส่งผลให้กล้ามเนื้อและพังผืดข้างลำตัวฉีกขาด

ทีมสัตวแพทย์สรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากการได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณส่วนหัวและขากรรไกร ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกจากการบาดเจ็บรุนแรงร่วมกับการสูญเสียเลือด

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบลักษณะทางกายภาพร่วมกับฐานข้อมูลการพบเห็นวาฬในอ่าวไทย ทำให้สันนิษฐานได้ว่า วาฬบรูด้าผู้เคราะห์ร้ายตัวนี้คือ "เจ้ามาลี" ลูกวาฬตัวที่ 6 ของแม่กันยา ซึ่งเคยถูกบันทึกภาพการพบเห็นครั้งแรกโดยคุณจิรายุ เอกกุล เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 การสูญเสียในครั้งนี้จึงนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประชากรวาฬบรูด้าในเขตอ่าวไทยตอนบน กรมฯ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมมือ "ลดความเร็ว-เว้นระยะ" เพื่อความปลอดภัยของวาฬไทย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์สัตว์ทะเลหายาก และย้ำเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ชาวประมง ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว หรือเรือขนส่งที่สัญจรในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ปฏิบัติตามแนวทางการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด เมื่อแล่นเรือเข้าสู่เขตอาศัยของวาฬบรูด้า เพื่อเพิ่มระยะเวลาในการสังเกตการณ์และหยุดเรือ ไม่นำเรือเข้าประชิดตัววาฬจนเกินไป ห้ามขับเรือตัดผ่านเส้นทางการเคลื่อนที่หรือพุ่งเข้าหาฝูงวาฬอย่างกะทันหัน มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุเรือชนวาฬแล้ว แต่ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เพื่อให้ "วาฬบรูด้า" สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย สามารถแหวกว่ายหากินและดำรงชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและยั่งยืนสืบไป


(คลิกเพื่อชมโพสต์)


ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง