สถาบันโรคทรวงอก เตือนภัย “ลิ่มเลือดอุดตันในปอด” ภัยเงียบเฉียบพลัน อันตรายถึงชีวิต เช็กสัญญาณเตือนอาการพบบ่อย พร้อมแนวทางการรักษา
จากข่าวเศร้า “น้องอ้อ” บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เสียชีวิตกะทันหัน ด้วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอด ที่โรงพยาบาลกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติมิตรและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นเคสที่เกิดขึ้นมีเพียง 1 ใน 1,000 ราย เท่านั้น ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : “น้องอ้อ” เสียชีวิตกะทันหัน ญาติยังคาใจ กระบวนการส่งต่อ ปล่อยรอ 6 ชั่วโมง รพ. ชี้แจง)
ทั้งนี้ ทางสถาบันโรคทรวงอก ได้ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับ “ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด” พร้อมอาการเตือนเบื้องต้น รวมไปถึงแนวทางการรักษา
สำหรับ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Pulmonary Embolism: PE) เป็นภาวะอันตรายที่เกิดจากลิ่มเลือดไหลไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอดอย่างฉับพลัน ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนก๊าซผิดปกติ เลือดไปเลี้ยงปอดลดลง และทำให้ความดันหลอดเลือดปอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ คือ
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดชนิดเฉียบพลัน (Acute PE) เกิดจากลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึก มักเกิดที่ขา (Deep Vein Thrombosis) หลุดลอยตามกระแสเลือดไปอุดตันที่ปอดอย่างฉับพลัน
โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดภาวะนี้ เช่น การผ่าตัดใหญ่หรือนอนโรงพยาบาลนาน ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน การบาดเจ็บ ตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคมะเร็ง หรือมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
อาการเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ หายใจหอบเหนื่อยเฉียบพลัน เจ็บแน่นหน้าอกโดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า ใจสั่น ไอเป็นเลือด และในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกเสี่ยงเสียชีวิตได้
สำหรับแนวทางการรักษานั้น จะให้การรักษาโดยการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic therapy) เพื่อสลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงหรือมีภาวะช็อก ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน หรือการใช้สายสวนเพื่อดูดหรือสลายลิ่มเลือดโดยตรง (Catheter-directed therapy)
ในรายที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อจำกัดในการใช้ยาละลายลิ่มเลือดทั่วร่างกาย และการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) เป็นการรักษาพื้นฐานเพื่อป้องกันลิ่มเลือดขยายตัวและเกิดซ้ำ
- ภาวะความดันเลือดในปอดสูงจากลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง (CTEPH) เป็นภาวะแทรกซ้อนระยะยาวที่ลิ่มเลือดไม่สลายตัวและอุดตันในหลอดเลือดปอดถาวร ทำให้ความดันในปอดสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้หัวใจห้องขวาทำงานหนักและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา
ผู้ป่วยมักมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือด แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ และบวมที่เท้าหรือท้องเมื่อเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว
สำหรับแนวทางการรักษา 3 แนวทาง
1.การรักษาด้วยยา ทั้งยาลดความดันหลอดเลือดปอดโดยเฉพาะ (Pulmonary vasodilator) และยาต้านการแข็งตัวของเลือดต่อเนื่องระยะยาว
2.การผ่าตัดลอกลิ่มเลือดและพังผืดออกจากหลอดเลือดปอด (Pulmonary Thromboendarterectomy, PTE) เป็นการรักษาหลักที่อาจทำให้หายขาดได้ แต่ทำได้เฉพาะผู้ป่วยที่มีรอยโรคอยู่บริเวณหลอดเลือดแดงหลัก
3.การทำหัตถการขยายหลอดเลือดปอดด้วยบอลลูนผ่านสายสวน (Balloon Pulmonary Angioplasty, BPA) สำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัด PTE ไม่ได้ หรือผ่าตัดแล้วยังมีรอยโรคหลงเหลือ ช่วยลดความดันในปอดและอาการเหนื่อยโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดทรวงอก ลดความเสี่ยงและระยะเวลาพักฟื้น
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดเฉียบพลัน (Acute Pulmonary Embolism) เป็นภาวะที่มีความท้าทายในการวินิจฉัย เนื่องจากอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยในหลายกรณีไม่จำเพาะ และสามารถเลียนแบบโรคทางระบบหัวใจและปอดได้หลายชนิด โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome) ซึ่งอาจมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือมีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ทำให้แพทย์อาจไม่ได้พิจารณาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดเป็นหนึ่งในโรคที่ต้องวินิจฉัยแยกโรคตั้งแต่แรก ส่งผลให้การวินิจฉัยอาจล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือการเสียชีวิต
ดังนั้น การวินิจฉัยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดเฉียบพลันจึงจำเป็นต้องอาศัยการประเมินทางคลินิกอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการใช้เครื่องมือประเมินความน่าจะเป็นของโรค การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น D-dimer, Echocardiogram และการตรวจทางรังสีวินิจฉัย โดยเฉพาะ Computed Tomography Pulmonary Angiography (CTPA) ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ รวมถึงการตรวจเฉพาะทางอื่นตามความเหมาะสม เพื่อให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที.