“ไม่เป็นไรหรอก” อาจเป็นวลีติดปากที่สะท้อนอุปนิสัยอันมีเสน่ห์ของคนไทยซึ่งมีความเรียบง่าย สบายๆ และความยืดหยุ่นที่พร้อมมองทุกสถานการณ์ในแง่ดี อย่างไรก็ตามในมิติของสุขภาพ คำสั้นๆ คำนี้กลับกลายเป็น “กับดัก” ที่อันตรายที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียงเตือน อย่างเชื้อไวรัส HPV
สถิติที่น่าตกใจเผยว่าในทุกๆ นาทีทั่วโลก มีผู้คนตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากเชื้อ HPV แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสถิติคือพฤติกรรมของผู้คนจำนวนมากที่ยังคงหลีกเลี่ยงการตรวจคัดกรอง ด้วยเหตุผลจากความเขินอาย ความกลัวที่จะถูกตัดสิน หรือความเชื่อที่ว่าโรคร้ายนี้เป็นเรื่องไกลตัว
เรื่องราวดังกล่าวนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อสถานเสาวภา สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ “HPV ไม่เป็นไร...ไม่ได้” เพื่อ “ทลายกำแพงความเขินอาย” และสลัด “ความชะล่าใจ” ของคนในสังคมให้หมดไป พร้อมส่งเสียงเชิญชวนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม ให้หันกลับมาใส่ใจและรับมือกับภัยอันตรายที่อาจเคยมองข้ามนี้อย่างจริงจัง
ทลายมายาคติ “ไม่ตรวจก็ไม่เจอ” และ “โรคของผู้หญิง”
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของความชะล่าใจว่า เราไม่ควรนำคำว่า “ไม่เป็นไร” มาใช้กับการดูแลสุขภาพ เพราะเชื้อ HPV อาจไม่แสดงอาการใดๆ ให้เห็นเลยเป็นสิบปี และเริ่มแสดงอาการนั่นมักแปลว่าโรคอาจลุกลามไปเป็นมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ HPV แล้ว การตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่นๆ และการฉีดวัคซีน จึงเป็นสิ่งจำเป็น
คุณหมอสุทธิพงศ์ยังได้แก้ไขความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน โดยเน้นย้ำว่า ไวรัสตัวนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงเพียงอย่างเดียว
“ในอดีตหลายคนอาจจะเชื่อว่าโรคนี้เกิดแค่ในผู้หญิง และทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื้อนี้สามารถทำให้เกิดโรคในผู้ชายได้ด้วย เช่น มะเร็งในช่องปาก มะเร็งรอบๆ ทวารหนัก หรือเกิดหูดหงอนไก่ที่บริเวณอวัยวะเพศ เพราะฉะนั้นโรคพวกนี้เกิดได้ทั้งในผู้หญิง ผู้ชาย และ LGBTQ+ ครับ”
นั่นหมายความว่าทุกเพศมีสิทธิ์รับเชื้อได้เท่ากันผ่านการมีเพศสัมพันธ์แม้เพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ทำให้คนไทยการ์ดตกโดยไม่รู้ตัวคือเรื่อง “ช่องทางการติดเชื้อ” ซึ่ง พญ.สุดา พันธุ์รินทร์ หัวหน้าฝ่ายบริการและวิจัยคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เชื้อ HPV ติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด แม้เคยมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก และแม้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100% อย่างไรก็ดี ความเชื่อที่ว่าติดเชื้อได้จากการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น แทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เพราะเชื้อ HPV จะแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก
7 ปีแห่งความกังวล บทเรียนจากคนที่เคยคิดว่า “มะเร็งคือเรื่องไกลตัว”
เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าความชะล่าใจนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตได้อย่างไร คุณเอมี่ กลิ่นประทุม นักแสดงชื่อดัง ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงจากการตรวจพบเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งปากมดลูก
คุณเอมี่ยอมรับว่าสำหรับตัวเธอเองเมื่อตอนอายุ 25 ปี เรื่องมะเร็งหรือเชื้อ HPV ไม่เคยอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย และคิดเสมอว่าการตรวจภายในเป็นเรื่องของคนอายุ 30 ขึ้นไป วันนั้นเธอเพียงแค่ไปโรงพยาบาลเพื่อเป็นเพื่อนพี่สาว แต่กลับกลายเป็นว่าตัวเธอเองที่ได้รับสายด่วนจากโรงพยาบาลแจ้งผลตรวจที่ผิดปกติ
“ตอนนั้นเราไม่มีความรู้ด้านนี้เลย มันมีความงงๆ อื้อๆ ก่อนว่าเราต้องดูแลตัวเองยังไง ต้องทำยังไงต่อ” คุณเอมี่เล่าถึงความรู้สึกในวันนั้น ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลา 7 ปีที่เธอต้องอยู่กับความเครียด ความกังวล และต้องคอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออกไป
จากคนที่เคยละเลย วันนี้คุณเอมี่อยากส่งต่อความตระหนักรู้ถึงทุกคนว่า “อยากให้ทุกคนไม่อายและไม่มองข้ามเรื่องนี้ อย่างน้อยถ้าเราเจอก่อน เราก็รับมือทัน ดีกว่าต้องมาเผชิญหน้ากับความเครียดหรือการสูญเสียในวันที่โรคลุกลามไปแล้ว วันนี้เรามีทั้งวัคซีน HPV ที่เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีทั้งชายและหญิง และมีนวัตกรรมการตรวจคัดกรองที่สะดวกและปลอดภัย ก็อยากให้ทุกคนออกมาตรวจเช็กอัปทุกปี และฉีดวัคซีนป้องกันไว้ค่ะ”
หยุดความเสี่ยง ด้วย 3 แนวทางป้องกัน
ในขณะที่ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่มียาตัวไหนที่พุ่งเป้าไปฆ่าเชื้อ HPV ได้โดยตรง “การป้องกันก่อนเกิดโรค” จึงมีความสำคัญ ซึ่งสามารถทำได้ทันทีผ่าน 3 แนวทางหลัก
1. ลดพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง แม้จะไม่สามารถป้องกันการสัมผัสเชื้อได้ 100% ก็ตาม
2. ฉีดวัคซีน HPV: เป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ ปัจจุบันวัคซีนสามารถครอบคลุมการป้องกัน HPV ได้ถึง 5 โรคมะเร็ง และหูดหงอนไก่ โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง
3. ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ: สำหรับผู้ที่ไม่กล้าไปตรวจที่โรงพยาบาล ปัจจุบันมีนวัตกรรม HPV DNA Self-Sampling ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจได้ด้วยตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและปลอดภัย
และเพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงการป้องกันได้ง่ายขึ้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้มอบสิทธิบัตรทองให้สตรีไทยอายุ 30–59 ปี และอายุ 15–29 ปีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test ได้ ฟรี 1 ครั้ง ทุกๆ 5 ปี
ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์และจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" (เมนูกระเป๋าสุขภาพ “Health Wallet") หรือค้นหาสถานพยาบาลที่ให้บริการได้ที่ www.hpvknownow.com
ศึกษาข้อมูลเชื้อ HPV แนวทางการป้องกันและวัคซีน เพิ่มเติมได้ที่ www.hpvth.com
อย่าปล่อยให้ความอายหรือความชะล่าใจมาทำลายสุขภาพ เพราะสำหรับเชื้อ HPV คำว่า “ไม่เป็นไร” อาจต้องเปลี่ยนเป็น “ไม่เป็นไร… ไม่ได้” อย่างจริงจังแล้วในวันนี้