หลายคนเรียกการฝากเงินกับธนาคารว่าเป็นวิธีการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วอัตราผลตอบแทนที่คุณได้อาจไม่ได้สวยหรูแบบที่คุณคิดไว้ แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เงินทุนของเรางอกเงยให้ทันอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี บทความนี้มีคำตอบ!

ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินฝาก 2568

นาย Justin Grossbard ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินจาก BrokersThai ซึ่งมีประสบการณ์ในตลาดการเงินมาหลายสิบปี และเป็นสมาชิกของ AFMA (Australian Financial Markets Association) และ AICD (Australian Institute of Company Directors) ให้ความเห็นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อมักจะไม่ถูกนำมาพูดถึงแบบตรง ๆ แต่มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนที่จะทำให้เราเห็นปัญหาและวางแผนการลงทุนได้ดีขึ้น

และเมื่อเราลองพิจารณาตัวเลขอัตราเงินเฟ้อจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าจะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ในช่วง 1.5–2.5% และมีโอกาสที่จะทรงตัวอยู่ในอัตรานี้ไปจนถึงช่วงสิ้นปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของบุคคลธรรมมดา (ออมทรัพย์) ของ 4 ธนาคารใหญ่ในประเทศกลับอยู่ที่ประมาณ 0.25% เท่านั้น

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงกำลังติดลบ และแน่นอนว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อเงินเก็บและกำลังซื้อของชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทิศทางเงินเฟ้อไทยในสองไตรมาศแรกเป็นอย่างไร

จากข้อมูลของ สนค.ชี้ให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในเดือนมกราคมของปีนี้อยู่ที่ -0.66% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งการที่เงินเฟ้อติดลบเป็นผลมาจากฐานราคาของปีก่อนและราคาพลังงานที่ยังค่อนข้างต่ำ

แต่หลังจากสถาณการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวขึ้นตาม อัตราเงินเฟ้อสูงถึง +2.89% ในเดือนเมษายนของปีนี้ แม้จะเริ่มชะลอตัวในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมอัตราเงินเฟ้อเพิ่มแต่ดอกเบี้ยเงินฝากลด

โดยปกติแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ค่าครองชีพก็สูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่ตามมาคือการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่ลดลงส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซา

เมื่อเกิดสถานการณ์ข้างต้น สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือการออกนโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล เช่นที่เคยเห็นใน “ไทยเที่ยวไทย” จากนั้นจะเห็นการประกาศปรับลดนโยบายเงินฝากจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าลงเรื่อย ๆ

แล้วคุณจะปรับการลงทุนอย่างไรให้อยู่รอดในปีนี้

แม้การฝากเงินกับธนาคารอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนสูงเหมือนการลงทุนประเภทอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วการเลือกลงทุนประเภทนี้ยังเป็นที่นิยมของคนไทยอยู่มาก ด้วยความที่ธนาคารเป็นสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ และการที่คุณจะฝากถอนเมื่อไหร่ก็ได้ยิ่งทำให้ทางเลือกนี้มีสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนแบบอื่น

แต่หากเป้าหมายของคุณคือการลงทุนที่ได้ผลกำไรที่แท้จริงและมีโอกาสเติบโตชนะเงินเฟ้อในระยะยาว การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกควบคู่ไปกับการมีบัญชีเงินฝากสำรองฉุกเฉินอาจเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่า

ทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับคนที่มีเงินเก็บ

หากคุณมีเงินก้อนที่ยังไม่มีแพลนจะใช้ในระยะสั้น หรือมีรายได้ที่สามารถแบ่งออกมาเพื่อการลงทุนได้ ด้านล่างนี้คือตัวเลือกการลงทุนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

อย่างไรก็ตาม แต่ละแบบมาพร้อมระดับความเสี่ยงที่ต่างกัน ผู้ลงทุนควรพิจารณาตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเสมอ

  • กองทุนรวมตลาดเงิน/ตราสารหนี้ระยะสั้น ระดับความเสี่ยงต่ำใกล้เคียงเงินฝาก แต่กองทุนรวมจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์เล็กน้อย
  • พันธบัตรรัฐบาล เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากออกโดยรัฐบาล จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เน้นความปลอดภัยของเงินทุนเป็นหลัก แลกกับผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนัก
  • หุ้นกู้เอกชนในอันดับที่มีความน่าเชื่อถือสูง การลงทุนประเภทนี้จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลและเงินฝาก แต่มีความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกที่ต้องพิจารณา คุณจึงควรเลือกหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุนได้ (investment grade)
  • กองทุนรวมหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ สินทรัพย์เหล่านี้มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าในระยะยาว แต่ก็มาพร้อมความผันผวนที่สูงกว่าโดยเฉพาะในระยะเวลาสั้น ๆ  เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก
  • ทองคำ หนึ่งในสินทรัพย์ยอดนิยมตลอดกาล มักถูกใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ปกติแล้วราคาผันผวนตามตลาดโลก จึงเหมาะเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง มากกว่าเป็นสินทรัพย์หลัก
  • กองทุนรวมเพื่อการออม/ลดหย่อนภาษี (SSF/RMF) หนึ่งในกองทุนที่ถูกกฎหมายในไทย นอกจากโอกาสด้านผลตอบแทนแล้ว คุณยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาว เช่น การเกษียณ

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกใด หลักการที่สำคัญที่สุดคือการกระจายความเสี่ยงไม่ให้กระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว และเลือกลงทุนผ่านตัวกลางที่มีใบอนุญาตถูกต้องและตรวจสอบได้เท่านั้น

คำเตือน

ข้อมูลในบทความนี้มาจากการวิเคราะห์โดยเว็บไซต์ Brokersthai ซึ่งเป็นเพียงแหล่งรวบรวมข้อมูลการใช้งานทั่วไปของโบรกเกอร์เท่านั้น ไม่ใช่หน่วยงานทางการเงินและไม่ใช้ผู้ให้บริการทางการเงิน  บทความนี้จึงเป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือคำเชิญชวนเพื่อการลงทุนแต่อย่างใด

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ตัวเลขเศรษฐกิจและประมาณการที่กล่าวถึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง