ในมุมมองของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) การแข่งขันด้านพลังงานของโลกในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนเชื้อเพลิง แต่เป็นการแข่งขันด้าน “ความมั่นคงของประเทศ” ประเทศที่สามารถใช้ทรัพยากรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ขณะที่ประเทศไทยยังคงถกเถียงถึงคุณสมบัติของน้ำมัน E20 โลกภายนอกได้เดินหน้านำเราไปแล้ว หลายก้าว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่มันคือสมรภูมิเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีสองประเทศที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือบราซิลและอินเดีย พวกเขาไม่ได้มองเอทานอลเป็นเพียง “น้ำมันทางเลือก” แต่มองมันเป็น “ยุทธศาสตร์ของชาติ”

บทเรียนจากบราซิลและอินเดียสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องอาศัยนโยบายที่ต่อเนื่อง การลงทุนระยะยาว และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มากกว่าการมองเพียงประโยชน์ระยะสั้นของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

The Brazil Case Study: จากประเทศพึ่งพาน้ำมัน สู่ผู้นำ Bio-Economy ของโลก

ย้อนกลับไปในวิกฤตน้ำมันโลกช่วงทศวรรษ 1970 บราซิลซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างหนัก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่แทนที่จะยอมจำนนต่อสถานการณ์ พวกเขาตัดสินใจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยโครงการ “Proálcool” ที่เปลี่ยนอ้อยให้กลายเป็นเอทานอล และเปลี่ยนสถานะประเทศจากผู้ซื้อพลังงาน สู่การเป็นผู้สร้างพลังงาน

กุญแจสำคัญไม่ใช่แค่การผลิต แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์

  • นโยบายที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า: รัฐบาลพยายามสร้างอุปสงค์ของเอทานอลให้เกิดขึ้นในตลาด และพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่อุดหนุนการผลิต การันตีการรับซื้อ และสร้างแรงจูงใจด้านราคาเพื่อให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้เอทานอล ซึ่งถูกกว่าน้ำมันเบนซินหน้าสถานีบริการอย่างชัดเจน นอกจากนั้น ยังสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตสำหรับเอทานอล ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและโรงงาน กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค: จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อ Volkswagen do Brasil เปิดตัวรถยนต์ Flex-Fuel รุ่นแรกของประเทศ “Gol 1.6 Total Flex” ซึ่งสามารถใช้น้ำมันเบนซินและเอทานอลได้ทุกสัดส่วน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีอิสระในการเลือกเชื้อเพลิงตามราคาและความคุ้มค่าในแต่ละช่วงเวลา และเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดรถยนต์ Flex-Fuel ในบราซิล ทั้งยังทำลายกำแพงความกังวลของผู้บริโภคลงอย่างสิ้นเชิง
  • ผลลัพธ์ที่ได้: ปัจจุบันรถยนต์ใหม่กว่า 90% ที่ขายในบราซิลเป็นรถ FFV และประเทศสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้อย่างมหาศาล สร้างอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Economy) ขนาดใหญ่ที่สร้างงานและรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

The India Lesson: เมื่อความมั่นคงทางพลังงานกลายเป็นวาระแห่งชาติ

แม้อินเดียจะยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีคิดของรัฐบาลที่มองการใช้ เอทานอลเป็นนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ มากกว่าจะพิจารณาเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะสั้น

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินจากประมาณ 1.5% ในปี 2014 เป็น 20% ในปี 2025 ได้เร็วกว่ากรอบเป้าหมายเดิม พร้อมกำหนดนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน การสร้างรายได้ให้ภาคเกษตร และการยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บทเรียนสำคัญจากอินเดียจึงไม่ใช่การที่นโยบายใดสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่คือการที่ภาครัฐกำหนดทิศทางที่ชัดเจน ลงทุนอย่างต่อเนื่อง และมองผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวมเป็นสำคัญ

แล้วประเทศไทยยืนอยู่ที่จุดไหน?

คำถามไม่ใช่ “สามารถทำได้หรือไม่” แต่คือ “เราจะเริ่มจริงจังเมื่อไหร่”

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เรามีทุกอย่างพร้อมอยู่ในมือ และเราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะเรามีความพร้อมทั้งด้าน วัตถุดิบทางการเกษตร โรงงานเอทานอล อุตสาหกรรมยานยนต์ และองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดสู่ Bioeconomy ได้ หากมีนโยบายที่ชัดเจน

เราไม่ได้กำลังหลงทางในวิกฤตพลังงาน แต่เรามี “แผนที่” อยู่ในมือแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้จึงไม่ใช่ “ไทยทำได้หรือไม่” แต่คือ “ไทยจะเริ่มทำจริงจังเมื่อไหร่?”

การเลือกใช้ E20 ไม่ใช่แค่การเลือกประเภทน้ำมันที่หน้าปั๊ม แต่มันคือการเลือกระหว่างการปล่อยให้เงินตราไหลออกนอกประเทศต่อไป หรือจะเก็บเงินมหาศาลนั้นไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและคนไทยทุกคน มันคือการเลือกว่าเราจะยอมเป็นผู้ตามที่เสี่ยงต่อความผันผวนของโลก หรือจะลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดอนาคตพลังงานและเศรษฐกิจของตนเอง