ในวันที่โลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้าน GDP หรือค่าแรงอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันว่า “ประเทศใดจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้ก่อน” 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) มองว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของนโยบายพลังงาน ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รายได้ของเกษตรกร และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยควรเพิ่มการใช้ E20 หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะเลือกใช้ทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของตนเอง หรือจะปล่อยให้ประเทศยังคงพึ่งพาความผันผวนจากตลาดพลังงานโลกต่อไป

ในเกมพลังงานนี้ ไม่มีคำว่า “อยู่เฉย” มีแค่ “นำ” หรือ “ตาม”
ต้นทุนของการ “นิ่งเฉย”: เมื่อการพึ่งพาน้ำมันคือการปล่อยให้เกิดภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ

การที่เรายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ของการใช้ในประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานเศรษฐกิจ แต่คือความเปราะบางที่ฝังลึกอยู่ในทุกมิติของสังคม เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน ต้นทุนทุกอย่างในประเทศตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็พร้อมจะพุ่งสูงขึ้นทันที นี่คือโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) และพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ การนิ่งเฉยของเราอาจทำให้ไทยกลายเป็น “ผู้ตาม” ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่างถาวร เราจะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันและกลายเป็นเพียงตลาดรองรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แทนที่จะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมเสียเอง

E20: ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “ก้าวแรกเชิงยุทธศาสตร์” สู่การเป็นผู้นำ

หลายคนอาจยังมองว่าแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเพียง “น้ำมันทางเลือก” แต่ในบริบทของเกมพลังงานโลก E20 คือ “ก้าวแรกเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดที่ไทยสามารถทำได้ทันที ทำไม? เพราะทุกลิตรของ E20 ที่ถูกเติม คือการเปลี่ยนเม็ดเงินที่เคยไหลออกนอกประเทศ ให้กลับมาหมุนเวียนในเศรษฐกิจของเราเอง ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ไปจนถึงอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศ นี่คือการ “หยุดเลือดไหล” ที่ทำได้จริงและเห็นผลทันที เราไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง ประสบการณ์ของบราซิลและอินเดียแสดงให้เห็นว่า เอทานอลสามารถเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจภาคเกษตรกร และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานได้ หากดำเนินการผ่านนโยบายที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และคำนึงถึงความพร้อมของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมยานยนต์

บทเรียนจากบราซิล: จากวิกฤตน้ำมัน สู่ผู้นำพลังงานชีวภาพของโลก

หลังวิกฤตราคาน้ำมันโลกในช่วงทศวรรษ 1970 บราซิลเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน รัฐบาลจึงริเริ่มโครงการ Proálcool ในปี 1975 เพื่อส่งเสริมการผลิตเอทานอลจากอ้อยทดแทนน้ำมันเบนซินอย่างจริงจัง

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี บราซิลได้พัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานชีวภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่ภาคเกษตร การผลิตเอทานอล การพัฒนารถยนต์ Flex-Fuel ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันเอทานอลกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบพลังงานภาคขนส่งของบราซิล

นโยบายเอทานอลของบราซิลช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสร้างอุตสาหกรรมและการจ้างงานใหม่จำนวนมาก ขณะที่อุตสาหกรรมเอทานอลและอ้อยสร้างในระบบเศรษฐกิจชีวภาพกว่า 1.5 ล้านตำแหน่งและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมไปแล้วมากกว่า 730 ล้านตัน ปัจจุบันบราซิลได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของโลก และเป็นต้นแบบสำคัญของการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ

เมื่อประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของพืชพลังงานที่มั่นคง มีเทคโนโลยีการผลิตเอทานอลที่แข็งแกร่ง นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Biochemicals) หรือแม้กระทั่งน้ำมันเครื่องบินแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ซึ่งทั้งหมดนี้คือตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลและเป็นที่ต้องการของโลก

บทเรียนจากอินเดีย: บทเรียนของการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เร่งผลักดันการใช้เอทานอลอย่างจริงจัง โดยเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินจากประมาณ 1.5% ในปี 2014 สู่ระดับ 20% ในปี 2025 ซึ่งเร็วกว่ากรอบเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ถึง 5 ปี

รัฐบาลอินเดียมองว่าการเพิ่มการใช้เอทานอลเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นภาระต่อดุลการค้าและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอ้อยและธัญพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล และยังประเมินว่าการใช้ E20 สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันได้ประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ภาคเกษตรได้ราว 4.7 แสนล้านบาทต่อปี

รัฐบาลอินเดียยังคงยืนยันเดินหน้านโยบาย โดยยึดหลักในการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ การลดการนำเข้า การสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาใช้เอทานอลต้องถูกพิจารณาแบบองค์รวมมิใช่การแยกพิจารณาในแง่มุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น นอกจากนั้นยังได้ระบุว่า การกำหนดราคาซื้อเอทานอลในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม อาจทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นในบางช่วงเวลา แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

ถึงเวลาที่คนไทยต้องเลือกระหว่าง “ผู้นำ” กับ “ผู้ตาม”

ทางแยกข้างหน้าชัดเจนขึ้นทุกวัน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่อาจฝากไว้กับการตัดสินใจของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจน การสร้างแรงจูงใจด้านราคา ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ มาตรฐานเชื้อเพลิง และข้อมูลที่โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

เราจะเลือกที่จะ “ตาม” ต่อไป ปล่อยให้เงินตราไหลออกนอกประเทศ และเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือเราจะเลือกที่จะ “นำ” เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้ด้วย E20 หยุดภาวะเลือดไหลทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงจากภายใน และปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในเกมพลังงานโลก ไม่มีคำว่า “อยู่เฉย” มีแค่ “นำ” หรือ “ตาม”... ประเทศไทยจะเลือกเดินไปทางไหน?