วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่ Diamond Hall ชั้น 5 อาคาร A3 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้จัดงานสัมมนา “VISION HOUSE: CREATIVE SPARK: A Human-Centric Synergy of Creativity, Technology, Intelligence & Impact” งานสัมมนาที่นำความเข้าใจในตัวมนุษย์มาปะทะกับเทคโนโลยี AI อย่างลงตัว เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนและกำหนดทิศทางใหม่ให้กับวงการการสื่อสารและคอนเทนต์ โดย นายสันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับการแสดง ช่อง ONE 31 กล่าวว่า การผลิตคอนเทนต์มันก็ต้องเรียนรู้และก็ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่มันจะเปลี่ยนไป อย่างละครแนวตั้ง จุดเริ่มต้นเกิดมาจากการพฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนไป ความสนใจในโทรศัพท์มากขึ้น ซึ่งจากที่ไปศึกษา ทุกคนก็จะรู้ว่ามันมาจากการดูเพื่อรอรถไฟฟ้า พฤติกรรมเปลี่ยนไป หากไม่กระโดดลงไปก็จะเสียโอกาส แต่เมื่อกระโดดลงไปแล้วก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน

ความกังวลสำคัญในการทำละครแนวตั้งคือ ความไม่รู้ ซึ่งก็ต้องไปทำความรู้จักมันเสียว่าเป็นอย่างไร แล้วเรียนรู้ ทดลอง ปรับตัว เช่นเดียวกันว่า พื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้ว่าแนวทางจะเปลี่ยนไปแบบใดก็ตาม ความเข้าใจในกรอบพื้นฐานนี้ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นละครสั้นหรือละครแนวตั้งแล้ว จะสามารถทะลุกรอบเหล่านั้นเพื่อมาปรับใช้เพิ่มเติมในงานรูปแบบใหม่ได้

ดร.จักริน เทพวงค์ อาจารย์ประจำคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์และผู้เขียนบทและผู้กำกับร่วม ซีรีส์ Netflix เรื่อง “ทนายปีศาจ” กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นโอกาส ยกตัวอย่างกรณีจากภาพยนตร์ฟิล์มขาวดำมาเป็นภาพยนตร์ฟิล์มสี แล้วกลายมาเป็นภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (Film Noire) ที่เน้นเนื้อหารุนแรงในท้ายที่สุด เช่นกันในยุคสมัยนี้ ซึ่งก็เป็นโอกาสใหม่ ๆ จาก “ทนายปีศาจ” ก็เป็นคอนเทนต์ที่ค่อนข้างใหม่และจริงจัง ไม่มีสถิติมาก่อนว่าคนไทยจะชอบดูหรือไม่ ดังนั้นตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับคนรุ่นใหม่ ๆ และคนรุ่นเก่าที่อยากลองไอเดียตัวเองที่ยังไม่ถูกทำเสียที

สำหรับคนและ AI จะมีวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากมุมมองแบบเดิมอย่างไร ดร.จักริน กล่าวว่า ภาพยนตร์ก็จะมีรูปแบบของมัน ซีรีส์ตอนละ 45 นาทีก็ต้องมีการตัดจบให้อารมณ์ค้างคา ดังนั้นจึงไม่เป็นปัญหา หากจะย่นลงมาเหลือ 2 นาที จากนั้นจึงจะเป็นความยากและสนุกของคนเขียนบทว่าจะหาวิธีเปลี่ยนให้คนเอาใจช่วยตัวละครในเรื่องภายในทันทีได้อย่างไร ทั้งนี้ตนรับได้หากใช้ AI ในการทำภาพประกอบและมีตัวละครหลักเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเป็นการวางโครงเรื่องโดยใช้ AI ตนคิดว่าจิตวิญญาณการเล่าเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมจะไม่มากพอ

ส่วน “พี่เจี๊ยบ” นภัสริญญ์ พรหมพิลา Executive Producer จาก Halo Productions กล่าวว่า ตนตื่นเต้นที่ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ได้แสดงผลงานและความคิดจริง ๆ แท้จริงแล้วละครแนวตั้งมีมานานแล้วกว่า 10 ปี ตั้งแต่เมื่อสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มาถึง การมาของละครแนวตั้งจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักศึกษา คนรุ่นใหม่ และคนที่รอโอกาสได้ลองทำ “หนังทดลอง” เป็นการลองทำดูว่ามันตรงใจหรือไม่ ไม่ต้องรอโอกาสที่จะต้องไปนำเสนอบริษัทแบบเดิม ๆ 

คุณนภัสริญญ์ กล่าวต่อไปว่า ตอนแรกตนอยากลองทำดูเพราะคิดว่ามันง่ายแต่ที่จริงแล้วมันยากมาก เพราะต้องทำให้คนที่ดูแล้วอยากดูต่อเลยแบบทันที จึงเหมือนกลายเป็นอีกศาสตร์หนึ่งไปเลย เป็นหมวดหมู่ใหม่ที่รอให้คนรุ่นใหม่ได้กระโดดลงมาเพื่อโชว์ผลงานตัวเอง ส่วนของเชิงกลยุทธ์การทำงาน ตนมองว่ากลยุทธ์ในตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเร็วมาก ถ้ามีโอกาสอยู่ตรงหน้าก็กระโดดลงไปไปเรียนรู้กับมัน และต้องปรับตัวเรียนรู้ต่อไป

สำหรับสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำละครแนวตั้งคือ เรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่ บางทีเราเขียนบทมาดีเกินไป สวยเกินไป ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ละครสั้นหรือละครแนวตั้งไม่ได้ต้องการมากขนาดนั้น ฉะนั้นจุดสำคัญคือ ต้องเป็นสิ่งที่คนโดนใจและอยากดูต่อ ซึ่งมีอยู่แค่นี้แต่มันกลับไม่น่าเบื่อ เช่น บทละครแนวตั้งของจีนจะต้องตัดทุก 3 วินาทีและภายใน 15 วินาทีต้องรู้เรื่องว่าคืออะไร เป็นต้น จึงนำมาสู่ทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม คือการใช้ AI ให้ถูกต้อง อย่างกรณีของบริษัทตนที่นำ AI มาใช้ในขั้นตอนการผลิตเพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดถึงแม้จะใช้ AI เป็นเครื่องมือ เราก็ต้องเป็นผู้คัดสรรในสิ่งที่ถูกต้องให้กับผู้ชม

คุณนภัสริญญ์ กล่าวปิดท้ายว่า ทุกอย่างต้องมีพื้นฐานของมัน เมื่อรู้จักพื้นฐานแล้ว เราจะเข้าใจมากขึ้นแม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเร็วมากเพียงใดก็ตาม ต้องลองกระโดดลงไปทำ ไม่ต้องอายในสิ่งที่ทำพลาด เพราะสิ่งนั้นจะเป็นครูที่สอนเรา เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่ต้องเรียนพื้นฐานให้แน่น แล้วลองใช้ AI มาช่วยในขั้นตอนการทำงานให้ลื่นไหล และฝึกเรียนรู้การใช้ชีวิตของมนุษย์จริง ๆ