EARTH JUMP 2026 ที่ผ่านมานับเป็นงานฟอรัมด้านความยั่งยืนระดับประเทศแห่งปีที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจและเอสเอ็มอี (SME) ไทย เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ธนาคารกสิกรไทย จัดขึ้น ผ่านความร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ภายใต้แนวคิด “A Bridge to Empowered Actions” ที่สื่อสารถึงการเป็นสะพานเชื่อมหลายภาคส่วน สู่การลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม นับจากนโยบายระดับประเทศไปสู่การปฏิบัติจริง จนถึงการสร้างการรับรู้และประสานความร่วมมือกันในทุกภาคส่วนสู่การสร้างธุรกิจสีเขียวให้เกิดขึ้นและเป็นความยั่งยืน ทั้งนี้ในงาน EARTH JUMP 2026 ที่ผ่านมา นอกจากจะอัดแน่นด้วยองค์ความรู้จากนักธุรกิจชั้นนำกว่า 60 ราย ที่จะมาบรรยายตลอด 2 วัน กับ 2 เวที แล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังจัดเต็มการสนับสนุนด้านการลงมือทำครบทุกมิติด้วย K-Climate Solutions เพื่อสนับสนุนอย่างแท้จริง

โอกาส และการเปลี่ยนผ่าน เดินทางมาพร้อมกัน 

คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนัก หากจะบอกว่าวันนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มีกติกาใหม่เกิดขึ้นมากมาย และการจะอยู่รอดได้ก็ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ยอมรับ และปรับตัว เหมือนเช่นที่ภาคธุรกิจเองที่การปรับตัวให้เข้ากับกติกาใหม่อันเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเติบโตในอนาคต “EARTH JUMP 2026 ฟอรัมที่ว่าด้วยความยั่งยืนกำลังบอกเล่าสิ่งนี้เช่นกัน เพราะวันนี้สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของภาคธุรกิจไม่ได้มีเพียงการสร้างสรรค์ธุรกิจอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หมายถึงการแสวงหาและต่อยอด ซึ่งธุรกิจสีเขียวและ Net Zero ก็นับได้ว่าเป็นโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้ว

คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในพิธีเปิดฟอรัม EARTH JUMP 2026 ที่ผ่านมาว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความท้าทายของกติกาใหม่ๆ ความยั่งยืนถือเป็นวิธีที่ช่วยที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด ทั้งนี้ผู้ประกอบการเองต้องพร้อมปรับตัว และทำความเข้าใจไปพร้อมกันด้วยว่าธุรกิจสีเขียว และ Net Zero จะเป็นความยั่งยืนระยะยาวได้ก็ต้องอาศัยความอดทน การลงทุน และรอเวลา ขณะเดียวกันก็ต้องเดินหน้าใน 4 แนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่าน นั่นคือ 

1) เปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) จากที่ทำเพื่ออยู่รอดระยะสั้น เป็นการทำเพื่อเติบโตที่ยั่งยืน 

2) เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส 

3) ผนึกกำลังเพื่อเดินไปด้วยกัน จากเดิมที่ธุรกิจที่พร้อมก่อนคือธุรกิจขนาดใหญ่ กลายมาเป็นการขยายไปสู่ Supply Chain ไปสู่ SME อันเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

4) การเปลี่ยนจากวิสัยทัศน์ และ Commitment ให้เป็นการเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง 

คุณขัตติยา ยังกล่าวว่าอีกว่า เหตุผลหนึ่งที่ “EARTH JUMP 2026: A BRIDGE TO EMPOWERED ACTIONS เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การลงมือทำ” ครั้งนี้ ใช้ “สะพาน” หรือ “Bridge” เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสาร ก็เพราะต้องการสร้างการตระหนักรู้ว่า การจะทำให้ธุรกิจสีเขียว และ Net Zero เกิดขึ้นได้จริง และเป็นความยั่งยืนที่แท้จริงนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐในเชิงนโยบายไปจนถึงภาคส่วนของธุรกิจต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมโยงกันและกันนั่นเอง โดยในส่วนของ ธนาคารกสิกรไทย ก็พร้อมนำพาลูกค้าเชื่อมไปสู่ เงินทุน เครื่องมือ ความรู้ โซลูชัน และโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และ SME ต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวข้ามวิกฤตและความไม่แน่นอน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่าน และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ EARTH JUMP 2026 คือการยกระดับเวทีสู่ระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับ World Bank Group ในการจัดงาน 8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026 ซึ่งถือเป็น “สะพานเชื่อม” องค์ความรู้และนโยบายระดับนานาชาติสู่การประยุกต์ใช้และการลงมือทำจริงของภาคธุรกิจอีกด้วย


เครื่องมือ ตัวช่วย และการสนับสนุน

คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า EARTH JUMP 2026 นับเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของ SME ไทยเพื่อเดินหน้าสู่ธุรกิจสีเขียวที่ยั่งยืนขึ้น โดยสนับสนุนการลงมือทำ (Empowered Actions) กล่าวคือเปลี่ยนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจและรายได้ แทนที่จะมองว่าเป็นต้นทุนเหมือนอย่างในอดีต โดยวันนี้ธนาคารพร้อมนำเสนอตัวช่วยสำหรับธุรกิจ (K-Climate Solutions) ซึ่งเป็นทั้งเครื่องมือทางการเงิน เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวรับกติการักษ์โลกของสากลได้เร็วขึ้น โดยคุณรุ่งเรืองยังได้กล่าวบนเวทีเสวนาในหัวข้อ “Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ” ว่า โอกาสของ SME ไทยในธุรกิจสีเขียวยังเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะในวันที่ความยั่งยืนเป็นกติกาใหม่ของทั้งโลก ยิ่งหากได้รับการสนับสนุนในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งมีผลอย่างมากต่อการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวให้เติบโตขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐที่เป็นผู้กำหนดนโยบายอันมีผลโดยตรงต่อการสร้างความต่อเนื่องเมื่อ SME ก้าวเข้ามาเดินเส้นทางนี้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากเวทีเสวนา “Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ” ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ โดย ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ.โลกร้อน ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยกฎหมายฉบับนี้นับว่ามีความสำคัญต่อ SME ไทย และถูกผลักดันขึ้นเพื่อให้เป็นเครื่องมือช่วยให้ SME ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป รวมถึงเกณฑ์การคุมปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ซึ่งส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอนั่นเอง โดยคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2570  ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งการขับเคลื่อนสำคัญจากภาครัฐในการเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อ SME ไทยในธุรกิจสีเขียว 

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ที่กล่าวบนเวทีเสวนาในครั้งนี้ถึงบทบาทของภาครัฐว่า ควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนให้ SME ทำได้จริง ซึ่งคุณพิชัยมอบคำแนะนำที่น่าสนใจคือ ภาครัฐควรจัดเตรียมเครื่องมือและทรัพยากรที่เข้าถึงได้ร่วมด้วย เป็นต้นว่า คู่มือและแนวทางที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง, Checklist และเครื่องมือประเมินตนเอง, Roadmap การปรับตัวทีละขั้น, ข้อมูลและตัวอย่างความสำเร็จของ SME ซึ่งอย่างหลังสุดนี้ยังถือเนับการถอดแบบความสำเร็จให้เห็นภาพว่าผู้ที่เดินทางก่อนหน้า สามารถประสบความสำเร็จในแนวทางนี้ได้อย่างไร และจะช่วยตอบคำถามของ SME ตอบคำถามแรกของตัวเองได้ว่า หากต้องการเริ่ม จะเริ่มต้นจากสิ่งใด

บนเวที “Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ” ยังมี คุณปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ที่กล่าวเน้นย้ำว่า การร่วมมือกันของ 3 ภาคส่วนอย่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงินคือกุญแจดอกสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปแบบ เนื่องจากทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อลดช่องว่างจากนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยยังได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าว่าชัดขึ้นว่า การก้าวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียวของ SME ทำได้โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่ใกล้ตัว เช่นในโรงงานที่สามารถทำได้ทันทีจากการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้ว อย่างการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ จนถึงการลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ก่อนต่อยอดเป็นการลงทุนที่ใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ภาคการเงินก็จะเป็นภาคส่วนที่เข้ามามีบทบาทในสนับสนุนผ่านโซลูชันต่างๆ เพื่อการเดินหน้าที่มั่นคง SME ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ในที่สุดจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับองค์กร แต่หมายถึงผลลัพธ์ต่อประเทศเช่นกัน

สำหรับฟอรัม EARTH JUMP 2026 ปีนี้ยังได้มีจัดให้มีเวิร์กชอปให้คำปรึกษา โดยเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาเชิงลึกสำหรับ SME และผู้สนใจ เพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero อย่างชัดเจน

สำหรับ กสิกรไทย ธนาคารยังพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินสู่สังคมสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ และ SME ครบทุกมิติ ผ่าน K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ 

1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อมจัดทำ Action Plan ที่เหมาะสม

2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อใช้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ 

4. หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหารที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero

5. Financial Solutions เปิดตัวบริการใหม่ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษเมื่อทำได้ตามเป้าหมาย เช่น ลดการใช้พลังงานหรือได้ใบรับรองธุรกิจสีเขียว รวมถึง สินเชื่อ "K-Climate Shield Loan"  สินเชื่อเพื่อตอบโจทย์การรับมือและป้องกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ (เช่น อุทกภัย) ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนระบบป้องกันเชิงรุกล่วงหน้า ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย


EARTH JUMP 2026 ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการสร้างการตระหนักรู้เรื่องธุรกิจสีเขียวและ Net Zero  เพราะนี่คือการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจได้ลงมือทำจริง โดยแนะแนวทางให้ธุรกิจอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้ในโลกใหม่ ซึ่งมาพร้อมกติกาใหม่ๆ ที่ไม่ใช่วิกฤติ แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความท้าทาย แน่นอนว่าการที่ นักธุรกิจ และ SME ไทย ตื่นตัวมาร่วมงานครั้งนี้จำนวนถึงกว่า 3,500 คนใน 2 วันของการจัดงาน ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ธุรกิจไทยพร้อมลงมือทำจริงในธุรกิจสีเขียวมากยิ่งขึ้นเช่นกัน