ทำไมประเทศไทยจึงต้องพึ่งพา LNG?

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอยู่แล้ว ทำไมเรายังต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศอีก?

คำตอบคือ ก๊าซธรรมชาติในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศอีกต่อไป

ตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า เป็นเชื้อเพลิงสำหรับภาคอุตสาหกรรม และเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อแหล่งก๊าซผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณการผลิตจากอ่าวไทยจึงลดลงตามธรรมชาติ ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานของประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพื่อเข้ามาเติมเต็มปริมาณก๊าซที่ขาดหายไป รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สามารถดึงมาใช้ประโยชน์ได้ยามฉุกเฉิน

เมื่อมองภาพรวมของโลก จะเห็นว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตะวันออกกลาง รัสเซีย และประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออก LNG รายสำคัญของโลก ขณะที่ประเทศในเอเชียอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศไทย ต่างก็เป็นผู้นำเข้า LNG เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ

ดังนั้น การนำเข้า LNG จึงไม่ใช่เพราะประเทศไทย “ไม่มีก๊าซธรรมชาติ” แต่เป็นการนำเข้ามา เติมเต็มก๊าซที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ พร้อมทั้งกระจายแหล่งจัดหา ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียว และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้า การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม และการใช้พลังงานของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน

ส่องวิธีรับมือวิกฤตพลังงานโลก รักษาความมั่นคงทางพลังงาน

ก๊าซธรรมชาติถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานมากน้อยเพียงใด และเรามีวิธีรับมือกับวิกฤตเหล่านี้อย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

สถานการณ์จริง: ไทยไม่ได้มีก๊าซล้นเหลือ

คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจเข้าใจว่าประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองทั้งหมดและเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยไม่ได้มีก๊าซล้นเหลือขนาดนั้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติใช้เองได้เพียงประมาณ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ เรามีความจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซที่ส่งผ่านท่อมาจากเมียนมา ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์พลังงานระดับโลก ประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 กลยุทธ์ระดับชาติรับมือวิกฤตพลังงาน

เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ดังนี้

1. การกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซ : การทำสัญญาระยะยาวจากภูมิภาคที่หลากหลาย ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป ทั้งยังช่วยล็อกปริมาณและสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับประเทศ ทำให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาตลาดจร (Spot LNG) มากเกินไป ซึ่งมักจะมีราคาที่ผันผวนสูงและคาดเดายากในช่วงสงคราม

2. บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน : ในสถานการณ์ปกติ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ รวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติ จำเป็นต้องมีการปิดซ่อมบำรุงประจำปี แต่ในยามวิกฤต จะต้องมีการหารือและจัดทำแผนเลื่อนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซออกไป เพื่อให้สามารถเดินเครื่องการผลิตได้อย่างเต็มกำลัง และบริหารคลัง LNG ให้มี LNG Inventory ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

3. ไม่ Bypass Gas : เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีคุณสมบัติที่ดีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่า ก๊าซจากเมียนมาและ LNG คือสามารถนำไปผลิต LPG และเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ดังนั้น โรงแยกก๊าซธรรมชาติ นอกจากจะเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว ยังไม่ส่งก๊าซธรรมชาติอ่าวไทยเข้าไปผลิตไฟโดยตรง (Bypass Gas) แต่นำไปแยกสารประกอบอื่นๆ ออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มคุณค่า เพื่อให้ประเทศมีก๊าซหุงต้มใช้โดยไม่ขาดแคลน และไม่ต้องนำเข้าในราคาสูง รวมถึงโรงงานปิโตรเคมีสามารถเดินเครื่องต่อได้

เป้าหมายสูงสุดของการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติของประเทศ คือการทำให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับ รักษาฟันเฟืองของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงงานต่างๆ ไม่ให้ต้องปิดตัวลง ซึ่งท้ายที่สุดคือการรักษาสภาพการจ้างงาน ไม่ให้ประชาชนคนไทยต้องตกงานท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ