ราคาน้ำมันดิบดูไบร่วงแรงเหลือ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงกว่า 28% ในเดือนเดียว ส่งผลให้โรงกลั่นไทยต้องแบกรับภาวะขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ในไตรมาส 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราคาน้ำมันโลกดิ่งแรง กระทบโรงกลั่นไทย

ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกในสัปดาห์นี้มีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทย ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วลงมาอยู่ที่ระดับ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102 - 105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็นการลดลงเกือบ 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลงกว่าร้อยละ 28 ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

ทำความเข้าใจกลไก Stock Loss ทำไมโรงกลั่นต้องแบกขาดทุน?

การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในครั้งนี้ กำลังส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น ที่ต้องเผชิญกับภาวะกำไรและขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain & Stock Loss) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีปัจจัยหลักดังนี้:

  • โรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
  • เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน ทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายและเพื่อการค้าขายปกติที่ซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมากช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที
  • สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนร้านค้าที่ช่วงของแพงถูกขอให้ขายในราคาต่ำ ทำให้ไม่มีกำไรสะสมไว้ แต่พอราคาสินค้าในตลาดโลกร่วงลงกะทันหัน ก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนในคลังสินค้าและแบกรับความเสี่ยงนี้ไปเพียงลำพัง

ด้วยเหตุนี้ โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งจึงต้องบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ทันทีในงบการเงินไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ความท้าทายและผลกระทบต่อนักลงทุน

สถานการณ์ในไตรมาส 2 นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศกลับมีนโยบายควบคุมทั้งการส่งออกและแทรกแซงราคาจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

การจำกัดเพดานกำไรในช่วงขาขึ้นของธุรกิจการกลั่นเช่นนี้ ส่งผลเชิงลบทำให้โรงกลั่นไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้างความพร้อมทางการเงิน (Financial Buffer) ได้เต็มที่ตามกลไกตลาดปกติ และยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นไทยในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทางธุรกิจว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถกำหนดกำไรหรือราคาได้ แต่ต้องกลั่นและขายภายใต้กลไกราคาตลาดโลกอย่างแท้จริง ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบขาขึ้น โรงกลั่นอาจจะมีกำไรจากสต็อก (Stock Gain) ทางบัญชีเข้ามาเสริม ซึ่งมักจะถูกสังคมและภาครัฐเพ่งเล็ง แต่ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน โรงกลั่นก็ต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและผลขาดทุน (Stock Loss) คืนกลับไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นกลไกปกติของธุรกิจพลังงาน