“เด็ก และเยาวชนกว่า 12 ล้านคน คือ กำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศในอีก 20-30 ปีข้างหน้า รัฐบาลตระหนักดีว่าการพัฒนาสุขภาวะเด็ก ที่จะให้ความสำคัญแค่เพียงตัวเด็กอาจไม่เพียงพอ แต่จะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยรอบที่เอื้อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย”
ทั้งหมด คือคำกล่าวเปิดประเด็นสำคัญในงาน เวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” การขับเคลื่อนและพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัวด้วยหลักคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บนเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม”
โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอดที่สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ รวมถึงปัญหาครอบครัวเปราะบางและภัยคุกคามรอบด้าน การขับเคลื่อนงานพัฒนาเด็กยุคใหม่จึงต้องอาศัยเครือข่ายบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน โดยยึดหลักการให้ชุมชนเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตที่ดีให้กับเยาวชน
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงลึกจาก นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ที่เปิดเผยตัวเลขสถิติอันน่าตกใจว่า เด็กไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตหนักรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาวะโภชนาการ อุบัติเหตุทางถนน พัฒนาการล่าช้า และภัยออนไลน์ ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เช่น ตัวเลขความชุกของการสูบบุหรี่ในเด็กอายุ 10-14 ปี ที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.9 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 8.5 ในปี 2568 และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ก้าวกระโดดจากร้อยละ 1.2 เป็นร้อยละ 7.1 นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่ามีเด็กเล็กถึง 42.5% ต้องอาศัยอยู่ในครอบครัวที่ไม่พร้อมหน้า หรือครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเปราะบางทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก
เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว สสส. จึงได้ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย สร้างสรรค์โครงการพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ เกิดเป็นโมเดลการทำงานที่เรียกว่า “ครอบครัวยิ้ม” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ต้นแบบ 69 ตำบล 38 อำเภอ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี เลย สุรินทร์ และตรัง โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้สามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่านการดำเนินงาน 5 โซนหลัก ประกอบด้วย
โซนที่ 1 การรวมพลังคนทำงานผ่านโมเดลกลีบดอกไม้
โซนนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดึงทุกภาคส่วนในชุมชนมาร่วมมือกัน ทั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาเด็กและเยาวชน และโรงเรียน เพื่อเข้ามาเสริมพลังและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้หน่วยงานใดต้องทำงานเพียงลำพัง
โซนที่ 2 การรู้จักเด็กทุกคนในชุมชน
การทำแผนที่ชุมชนและลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อประเมินและคัดกรองสถานะของเด็กอย่างละเอียด จากข้อมูลพบว่ามีเด็กในกลุ่มสีเขียว หรือกลุ่มที่วางใจได้ ร้อยละ 85 กลุ่มสีเหลืองที่ต้องเฝ้าระวังและมีความเสี่ยง ร้อยละ 11 และกลุ่มสีแดงที่ประสบปัญหาและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ร้อยละ 4 ทำให้ชุมชนมีฐานข้อมูลที่แม่นยำในการวางแผนดูแล
โซนที่ 3 การช่วยเหลือเด็กรายกรณีแบบเร่งด่วน
เมื่อพบเด็กในกลุ่มสีแดงที่มีภาวะเสี่ยง เช่น เผชิญความรุนแรงในครอบครัว ถูกทอดทิ้ง หรือผู้ปกครองป่วยจิตเวช ชุมชนจะมีอำนาจเบื้องต้นในการให้ความช่วยเหลือทันที ไม่ว่าจะเป็นการมอบถุงยังชีพ หรือนำเด็กออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานวิชาชีพเฉพาะทางและเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าดูแลตามกระบวนการทางกฎหมาย
โซนที่ 4 การออกแบบกิจกรรมตามช่วงวัย
การสร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินการพบว่า เด็กปฐมวัยอายุ 0-6 ปี มีความสุขเพิ่มขึ้นร้อยละ 73.95 เด็กวัยเรียนอายุ 7-12 ปี มีความสุขเพิ่มขึ้นร้อยละ 75.24 และกลุ่มเยาวชนอายุ 13-20 ปี มีความสุขเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80.88 ในขณะเดียวกัน ครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรมก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้นถึงร้อยละ 67.33
โซนที่ 5 การเข้าถึงงบประมาณแบบมีส่วนร่วม
โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากร โดยสามารถระดมงบประมาณสนับสนุนได้รวมกว่า 3.77 ล้านบาท ซึ่งความน่าสนใจคือแหล่งทุนหลักมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูงถึงร้อยละ 46.71 สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้บริหารท้องถิ่นให้ความสำคัญและบรรจุโครงการลงในข้อบัญญัติงบประมาณ จะทำให้เกิดการดูแลคุณภาพชีวิตเด็กได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
จากผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่สามารถช่วยเหลือเด็กและครอบครัวให้ได้รับประโยชน์กว่า 14,730 คน และปกป้องเด็กจากความรุนแรงได้ถึง 1,712 คน ทำให้แนวคิดชุมชนนำได้รับการยอมรับในระดับนโยบาย โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 ให้เป็นกลไกหลักในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก ปัจจุบัน สสส. ได้ขยายผลทุนการทำงานไปยัง 24 จังหวัด 314 พื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
รวมถึงพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ทุกชุมชนมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และพร้อมเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของชาติให้เติบโตอย่างมีคุณภาพต่อไป