พาส่องขุมทรัพย์ใต้ทะเล ทำความรู้จัก "ก๊าซธรรมชาติ" แหล่งอ่าวไทย ที่เป็น "ก๊าซเปียก" มูลค่าสูง ฟันเฟืองขับเคลื่อนปิโตรเคมีและสร้างการจ้างงานกว่า 4 แสนตำแหน่ง
เวลาพูดถึง "ก๊าซธรรมชาติ" หลายคนอาจจะนึกถึงแค่ภาพของเชื้อเพลิงที่เอาไปต้มน้ำ ปั่นไฟ หรือแก๊สในครัวที่เราใช้ปรุงอาหาร แต่วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกความลับใต้ทะเล ว่าแท้จริงแล้วก๊าซธรรมชาติจากในบ้านเราอย่าง "แหล่งอ่าวไทย" นั้นมีความพิเศษกว่าที่คิด และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่หมุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต
"ก๊าซเปียก" vs "ก๊าซแห้ง" แตกต่างกันอย่างไร?
รู้หรือไม่ว่า ก๊าซธรรมชาติจากแต่ละแหล่งมีคุณสมบัติและองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน โดยก๊าซธรรมชาติสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
- ก๊าซแห้ง (Dry Gas): มีก๊าซมีเทน (C1) เป็นองค์ประกอบหลักเกือบทั้งหมด เหมาะสำหรับการส่งตรงไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยตรง เช่น ก๊าซจากแหล่งเมียนมา รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
- ก๊าซเปียก (Wet Gas): นี่คือก๊าซจาก "แหล่งอ่าวไทย" ของเรานั่นเอง สาเหตุที่เรียกว่าก๊าซเปียก เพราะมีส่วนผสมของสารไฮโดรคาร์บอนหลากหลาย ตั้งแต่ มีเทน (C1) อีเทน (C2) โพรเพน (C3) ไปจนถึงบิวเทน (C4) ด้วยคุณสมบัติที่อุดมไปด้วยสารประกอบเหล่านี้ จึงสามารถนำไปแยกไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
ขุดปุ๊บ ใช้ปั๊บ... ทำไมถึงไม่ได้?
หลายคนอาจคิดว่าขุดเจาะก๊าซขึ้นมาได้แล้วก็ต่อท่อเข้าโรงไฟฟ้าได้เลย แต่ความจริงคือก๊าซที่ขุดขึ้นมาไม่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที เพราะมีสิ่งเจือปนตามธรรมชาติ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สารปรอท และความชื้น
ทำให้ต้องมีกระบวนการทำความสะอาดและกำจัดสิ่งปนเปื้อนก่อน จากนั้นก๊าซจะถูกส่งเข้ากระบวนการลดความดันและอุณหภูมิให้ต่ำกว่า -115 ถึง -160 องศาเซลเซียส เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว และทำการกลั่นแยกผลิตภัณฑ์ออกมาตามจุดเดือดของก๊าซแต่ละชนิด
เข้าใจง่ายๆ ด้วย "โมเดลข้าวเปลือก" อัปมูลค่าพุ่ง 25 เท่า!
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด จะเปรียบเทียบกระบวนการนี้กับ "โมเดลข้าวเปลือก"
- ขั้นข้าวเปลือกขัดสี: การขจัดสารปนเปื้อน เช่น ปรอท และความชื้นที่มากับก๊าซธรรมชาติ และแยกสารไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดออกมา เปรียบเสมือนข้าวเปลือกที่ขัดสีเอาสารเจือปนออก คัดแยกขนาดและคุณภาพ
- ขั้นสีเป็นข้าวสาร หุงเป็นข้าวสวย: คือการใช้ประโยชน์จากก๊าซแต่ละชนิด คือ
* มีเทน นำไปทำเชื้อเพลิงให้ความร้อน ผลิตกระแสไฟฟ้า เชื้อเพลิงในโรงงานและเชื้อเพลิงรถยนต์
* อีเทน โพรเพน บิวเทน นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สามารถใช้ประโยชน์เป็นพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ยางสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันอีกมากมาย
* โพรเพนและบิวเทน เมื่อนำมาผสมกัน ได้ก๊าซหุงต้ม หรือ LPG เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เชื้อเพลิงโรงงานอุตสาหกรรมและในรถยนต์
เปรียบเหมือนการนำข้าวที่คัดส่งไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ข้าวเต็มเมล็ด ใช้บริโภคเป็นข้าวสารสำหรับหุงรับประทาน และส่งออก มีมูลค่าสูงที่สุด หรือส่วนอื่นๆ ก็สามารถนำไปใช้ผลิตแป้งข้าวเจ้า เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนม อาหารแปรรูป และอาหารสัตว์ เป็นต้น
กระบวนการแปรรูปจากก๊าซเปียกอ่าวไทยนี้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 25 เท่า และยังก่อให้เกิดการจ้างงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศมากกว่า 400,000 ตำแหน่ง ซึ่งคุ้มค่ากว่าการนำไปเผาเป็นพลังงานความร้อนเพียงอย่างเดียวอย่างมหาศาล
สุดท้ายแล้วก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิง แต่คือ "ทรัพยากรตั้งต้น" ที่สามารถนำมาสกัด ต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล ที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรม สร้างงาน สร้างอาชีพ และยังคงให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่งนั่นเอง