สธ. เตรียมปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่ กลุ่ม "พนักงานกระทรวงสาธารณสุข - ลูกจ้างรายเดือน" มีผลทั่วประเทศ 1 ต.ค. 69 นี้ พร้อมขอกรอบจ้างเพิ่ม 9.3 หมื่นอัตรา รองรับปรับสถานะลูกจ้างรายวัน

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างค่าจ้างของบุคลากร สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า หลังจากกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่ สำหรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนแล้ว คณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (กพส.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ในการปรับโครงสร้างบัญชีค่าจ้าง พกส. รวมถึงมาตรการชดเชยผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 

ส่วนกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ได้เตรียมเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาปรับโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่ พร้อมมาตรการชดเชยกรณีได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามโครงสร้างใหม่ทั้งสองกลุ่ม จะเริ่มต้นที่ 10,520 บาทต่อเดือน เฉลี่ยวันละ 350 บาท หากคิดเฉพาะวันทำการจะอยู่ที่วันละ 457 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อให้หน่วยบริการมีเวลาเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ และการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

นพ.เอกชัย กล่าวต่อว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังได้เสนอขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ในการเพิ่มกรอบอัตราการจ้างงาน พกส. และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน จำนวน 93,000 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุนักเรียนทุน และการผลักดันลูกจ้างชั่วคราวรายวันให้เข้าสู่สถานะ พกส. หรือลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ซึ่งเป็นรูปแบบการจ้างงานที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น 

...

โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว เพื่อให้บุคลากรได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการดูแลบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ทุกประเภทการจ้างงาน ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ และความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

"บุคลากรคือหัวใจของระบบสุขภาพ การยกระดับค่าตอบแทนและความมั่นคงในการทำงานครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลคนทำงานทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" นพ.เอกชัยกล่าว