เชื่อว่าในช่วงปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินข่าวของธุรกิจเนสกาแฟในไทยมาไม่มากก็น้อย วันนี้ ไทยรัฐจึงขอชวนมาอัปเดตเรื่องราวและไทม์ไลน์ล่าสุดให้ทุกคนคลายสงสัยกัน
ทุกคนคงทราบกันแล้วว่าแบรนด์เนสกาแฟนั้นเป็นของเนสท์เล่ บริษัทสัญชาติสวิสที่ได้ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 160 ปีในระดับโลก เนสท์เล่ได้ก่อตั้งแบรนด์เนสกาแฟขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 1938 และก็ได้เติบโตจนเป็นแบรนด์กาแฟที่ผู้บริโภคไทยชื่นชอบ และยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในประเทศ ความสำเร็จนี้ย่อมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย รวมทั้งยังมีการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในไทยอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟที่ปลูกในประเทศรายใหญ่
เมื่อ 53 ปีก่อน เนสท์เล่ได้นำเนสกาแฟเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นจึงค่อยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) เพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงการร่วมทุนนี้ ครอบครัวมหากิจศิริและเนสท์เล่ถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 ขณะที่เนสท์เล่เป็นผู้บริหารการดำเนินงานทั้งหมดของ QCP ทั้งการผลิต การจำหน่าย และการทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ โดยเทคโนโลยีการผลิต สูตรผลิตภัณฑ์ และทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิตเป็นกรรมสิทธิ์ของเนสท์เล่ทั้งหมด ซึ่งสัญญาร่วมทุนดังกล่าวมีระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และสัญญาก็ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งในช่วงหลายปีก่อนที่สัญญาจะหมดลง เนสท์เล่ได้พยายามหารือกับนายประยุทธ มหากิจศิริ เกี่ยวกับแนวทางการทำสัญญารูปแบบใหม่ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ จึงทำให้การร่วมทุนในโรงงานผลิตเนสกาแฟสิ้นสุดลงตามสัญญา
นายประยุทธ มหากิจศิริ ไม่เห็นด้วยกับการสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว เรื่องพิพาทนี้จึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้มีคำชี้ขาดยืนยันว่าการสิ้นสุดสัญญาถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมา นายประยุทธก็ไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากในสัญญามีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายต้องพิจารณาตามระบบกฎหมายอังกฤษ และคู่สัญญาตกลงกันให้ประเทศสิงคโปร์เป็นสถานที่ในการพิจารณาข้อพิพาท อย่างไรก็ตาม คำอุทธรณ์ของนายประยุทธได้ถูกยกฟ้อง และเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์ก็มีคำพิพากษายืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าการสิ้นสุดของสัญญาร่วมทุนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว นายประยุทธได้รับทราบคำตัดสินของศาลและได้ชำระค่าใช้จ่ายการดำเนินคดีตามคำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569
ย้อนกลับมาเมื่อเดือนเมษายน 2568 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริได้ยื่นฟ้องบริษัทในเครือเนสท์เล่และกรรมการของบริษัทต่อศาลแพ่งมีนบุรี โดยศาลแพ่งมีนบุรีได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉิน ห้ามเนสท์เล่ดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทย ซึ่งเนสท์เล่ก็ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวทันที จึงเป็นที่มาที่เมื่อปีที่แล้วมีเหตุการณ์ว่าเนสท์เล่ประกาศหยุดจำหน่าย เนสกาแฟชั่วคราว แล้วต่อมา ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้มีคำสั่งให้โอนคดีนี้มาพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลได้มีคำสั่งยืนยันว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าเนสกาแฟ ทำให้เนสท์เล่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟได้ตามปกติ
เนสท์เล่ยืนยันว่าบริษัทยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักธรรมาภิบาล ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง หลักการเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ทั่วโลก และเป็นรากฐานของความไว้วางใจที่ผู้บริโภค คู่ค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทั่วโลกมีต่อบริษัท
เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 130 ปี โดยมีพนักงานชาวไทยมากกว่า 3,000 คน และได้ลงทุนในประเทศไทยรวม 27,800 ล้านบาทในช่วงปี 2561–2568 บริษัทยังคงมุ่งมั่นต่อประเทศไทย ผู้บริโภค พนักงาน เกษตรกร คู่ค้า และการลงทุนระยะยาวในประเทศอย่างต่อเนื่อง