ชัยนาทสู้สุดใจ บรรยากาศลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 4 ผู้สูงวัย-แม่ลูกอ่อนกระเตงลูกน้อยรอคิวยืนยันตัวตนแอปฯ เป๋าตัง ที่ธนาคาร หวังเงินแจก 4,000 บาท


วันที่ 28 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ที่ธนาคารกรุงไทยสาขาเมืองชัยนาท ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว

โดยในวันนี้ยังคงมีประชาชนเดินทางมาอย่างหนาแน่นเพื่อยืนยันตัวตนแอปฯ เป๋าตัง ลงทะเบียนรับสิทธิ ท่ามกลางปัญหาหลายอย่างที่ชาวบ้านต้องรอพบเจ้าหน้าที่ธนาคาร ทั้งปัญหายืนยันตัวตนไม่ผ่าน ข้อมูลไม่ตรง เช่น เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ แอปพลิเคชันเป็นเวอร์ชันเก่า ลืมรหัสผ่าน และยังมีกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำอะไรไม่เป็นเลยเนื่องจากลูกหลานอยู่ห่างไกล

โดยผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในธนาคารกรุงไทย สาขาชัยนาท พบว่ามีประชาชนมารอรับบริการบริเวณหน้าเคาน์เตอร์เต็มจนไม่มีที่นั่ง ทางธนาคารจึงได้จัดเก้าอี้เสริมให้ผู้ที่มารอลงทะเบียนและแก้ไขปัญหาต่างๆ ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของธนาคาร พร้อมทำการแจกบัตรคิวแล้วใช้วิธีเรียกตามลำดับคิวเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

...

จากการสังเกตการณ์พบว่า ประชาชนบางคนเดินทางมาถึงธนาคารตั้งแต่วันก่อน 6 โมงเช้า ทั้งที่ธนาคารเปิดทำการเวลา 08.30 น. ประกอบกับสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนและต้องนั่งรอคิวเป็นเวลานาน ส่งผลให้ชาวบ้านสูงอายุบางรายมีอาการอ่อนเพลียจนต้องนั่งหลับและนั่งดมยาดมอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่บางรายเป็นแม่ลูกอ่อนต้องอุ้มลูกน้อยนอนหลับคาอก ทว่าทุกคนยังคงนั่งรอกันอย่างใจจดจ่อและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก โดยหนึ่งในผู้ที่มารอคิวคือ นางสมาน พูลพัฒนา อายุ 69 ปี ชาวตลาดเทศบาลเมืองชัยนาท ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวานนี้ตนเดินทางมาธนาคารครั้งหนึ่งแล้ว แต่รอจนไม่ทันถึงคิวจึงต้องตัดสินใจกลับบ้านไปก่อนเนื่องจากทนหิวและสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวไม่ไหว ส่วนวันนี้ยอมเดินทางมารอที่หน้าธนาคารตั้งแต่เวลา 06.30 น. และเพิ่งได้รับบัตรคิวตอนเวลา 09.30 น. เพื่อตั้งใจมาให้ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังให้สำเร็จ

นางสมาน เปิดเผยความเดือดร้อนเพิ่มเติมว่า หากตนได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการในครั้งนี้ จะนำเงินไปซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน และของกินมาตุนไว้ ปัจจุบันตนเองมีรายได้หลักจากการประกอบอาชีพขายลูกชิ้นทอดในเขตเทศบาลเมืองชัยนาท ซึ่งระยะหลังมานี้ประสบปัญหาขายไม่ดีเลย ในแต่ละวันขายได้เพียงวันละ 200-300 บาท หรือหากวันไหนขายได้มากที่สุดก็ตกอยู่ราว 500 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับต้นทุนการผลิตที่ต้องจ่ายสูงถึงวันละ 500 บาท ผิดกับในสมัยก่อนที่เคยขายดีและมีกำไรมากกว่านี้ ตนจึงหวังพึ่งพาสิทธิเยียวยาจากรัฐบาลในครั้งนี้เพื่อนำมาช่วยต่อลมหายใจและลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในครัวเรือนลงบ้าง.