ในโลกธุรกิจ การวางกลยุทธ์ด้วย“แคมเปญ” มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า สุดท้ายแล้วจะช่วยขับเคลื่อนยอดขายได้จริงหรือเป็นเพียงแค่สร้างกระแส? แต่สำหรับแคมเปญ “โชห่วย GO Plus ครั้งที่ 2 ซัมเมอร์นี้ มีแต่ได้ กำไรพุ่ง” ที่ โก โฮลเซลล์ วางระยะเวลาไว้ระหว่างวันที่ 4 มีนาคม – 12 พฤษภาคม 2569 ด้วยสิทธิประโยชน์หลายต่อผ่านทุกช่องทางของ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 14 สาขาทั่วประเทศและช่องทางดิจิทัล ‘แอปฯ GO WHOLESALE’ คำตอบอาจชัดกว่าที่คิด! เพราะนี่คือหนึ่งในไม่กี่แคมเปญ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กหรือ โชห่วย ที่พิสูจน์ด้วย “การตอบรับจากผู้ประกอบการตัวจริง”
แคมเปญที่ตอบโจทย์ยามวิกฤติ
ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีร้านโชห่วยกว่า 63,000 ราย จากทั่วประเทศ ตัดสินใจเข้าร่วม “โชห่วย GO Plus ครั้งที่ 2 ซัมเมอร์นี้ มีแต่ได้ กำไรพุ่ง” ซึ่งตัวเลขนี้ กับจำนวนสาขาของ โก โฮลเซลล์ ที่มี 14 แห่ง ไม่ธรรมดาเลย
“ซันนี่ ซิดิค” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างโชห่วย หรือร้านค้าปลีกขนาดเล็ก การตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญใดแคมเปญหนึ่ง เขาไม่เลือกแค่ ‘ความน่าสนใจ’ เพียงอย่างเดียว แต่เลือก ‘ความมั่นใจว่าใช้ได้จริง’ ตัวเลขการเข้าร่วมกว่า 63,000 ราย จึงสะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อแคมเปญของ โก โฮลเซลล์ อย่างชัดเจน”
ไม่เพียงเท่านั้น ตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากที่ปีแล้วกว่า 31% จากการขายสินค้าของแบรนด์ พันธมิตรทางธุรกิจกว่า 85 แบรนด์ รวมถึงสินค้าจาก Own Brand ของ โก โฮลเซลล์ ที่เข้าร่วมโปรแกรม ยังเข้ามาตอกย้ำ การเป็น GO Solutions ที่ผู้ประกอบการรายเล็กหันมาเลือก
ถอดรหัส โชห่วย GO Plus ครั้งที่ 2
“แคมเปญนี้ ไม่ได้ออกแบบเพื่อ ‘เร่งยอดขายในระยะสั้น’ แต่ตั้งใจสร้างให้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถบริหารต้นทุนและสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือร่วมใจกับพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 85 แบรนด์ ที่ร่วมกันออกแบบแคมเปญ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ! ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายของวิกฤติเศรษฐกิจและ ภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น”
ร้านค้าปลีกขนาดเล็กในชุมชน หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า โชห่วย เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก เพราะสามารถตอบสนองความต้องการคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นคือ ใกล้บ้าน สะดวก และความคุ้นเคย แต่ธุรกิจนี้ก็มีจุดอ่อนในเรื่องของ ต้นทุน
แคมเปญนี้จึงมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการได้ซื้อสินค้าในราคาดี นำไปต่อยอดและสร้างผลกำไร ผ่านปัจจัยสำคัญ คือ
สินค้าที่หลากหลาย : ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรกว่า 85 แบรนด์ ทำให้สินค้าที่เข้าร่วมในโครงการมีความหลากหลาย ทั้ง กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นกลุ่มขายดีที่สุดของร้านโชห่วย กลุ่มเครื่องปรุงและของใช้ในครัวเรือนต่างๆ หรือ กลุ่มสินค้าแบ่งขายหรือสินค้าขนาดเล็ก อาทิ ของใช้ส่วนตัวแบบซอง กาแฟ น้ำยาซักผ้า ฯลฯ
กิจกรรมเพื่อช่วยร้านโชห่วย : การมอบรางวัล ‘โชห่วยแชมเปี้ยน’ ให้ร้านค้าที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 3 ร้านค้าต่อสาขา รวมทั้งสิ้น 42 ร้านค้า ในโก โฮลเซลล์ 14 สาขาทั่วประเทศ, การเปิดพื้นที่ให้ร้านค้าสมาชิกได้โพสต์รีวิวและปักหมุดแนะนำร้านค้า“#โชห่วยรีวิวร้าน GO ช่วยโปรโมทให้” ผ่าน TikTok @gowholesaleth และจัด Facebook Live ภายใต้คอนเซ็ปต์ Battle Deal ที่เป็นดีลเด็ดจากแบรนด์ดัง นำสินค้ามาประชันกันลดราคาแรงให้ลูกค้าให้เลือกเอฟ ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ล้วนทำให้ “โชห่วย” มีพื้นที่หายใจ
โปรแกรมสะสมยอดซื้อแลกส่วนลด ผสานออฟไลน์และออนไลน์ : GO BONUS สะสมยอดซื้อรับคูปองเงินสดผ่านแอปฯ GO WHOLESALE มูลค่ารวมสูงสุด 4,000 บาท นอกจากนี้เมื่อมียอดซื้อครบทุก 6,000 บาทขึ้นไป และชำระด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต Mastercard เฉพาะหน้าสาขาเท่านั้น รับคูปองส่วนลดเพิ่มรวมสูงสุด 450 บาท (2,500 บาทรับ 150 /3,500 รับ 300/ 6,000 รับ 450)
พลังรอยัลตี้โปรแกรม
ในอดีต โชห่วย ถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่เน้นการตั้งรับ รอคอยลูกค้าในชุมชนเข้าร้านอย่างเดียว แต่วันนี้ ภาพกำลังเปลี่ยน เพราะข้อมูลจากแคมเปญ โชห่วย GO Plus ครั้งที่ 2 พบว่า “ร้านที่เข้าร่วม” มีแนวโน้มการซื้อเป็นระบบมากขึ้น กลับมาซื้อซ้ำเร็วขึ้น และเริ่มใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือสิ่งที่นักการตลาดเรียกว่า Behavior Shift ซึ่งมีค่ามากกว่าการได้ “ยอดขายในระยะสั้น”
ซันนี่ กล่าวว่า “สิ่งที่เราให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่จำนวนลูกค้าที่เข้าร่วม แต่คือ ‘คุณภาพของการใช้งานกลยุทธ์ต่างๆ ที่เราวางไว้’ การที่ลูกค้านำคูปองกลับมาใช้ในระดับสูงถึง 90% สะท้อนถึงวิถีการเป็นผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็กยุคปัจจุบัน ที่มีการปรับตัวมากขึ้น ทั้ง วางแผนการซื้อสินค้า บริหารเงินอย่างเป็นระบบ คิดวิเคราะห์โปรแกรมในแคมเปญที่คำนวณแล้วว่า คุ้มค่า”
ที่สำคัญ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากเดิมที่รอคนมาซื้อหน้าร้าน สู่การสร้างกลุ่มคอมมูนิตี้ในโซเชียลมีเดีย ปักหมุดร้านค้าในคนในชุมชนรอบร้านได้พบเห็น บางร้านเริ่มใช้ TikTok เป็นครั้งแรก บางร้านเริ่ม Live ขายของ บางร้านเริ่มทำโปรโมชั่นของตัวเอง
“เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก คือผู้ประกอบการจำนวนมาก เริ่มเปิดรับเครื่องมือใหม่ๆ ทั้งการทำคอนเทนต์ การขายผ่าน Live หรือการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของค้าปลีกระดับชุมชนของไทย”
ปักหมุด ซิกเนเจอร์ แคมเปญ
“สำหรับ โชห่วย GO Plus เราวางให้เป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ แคมเปญ ของ โก โฮลเซลล์ ที่สามารถเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกรายเล็กในชุมชนได้ในระยะยาว เพราะหากร้านโชห่วยทั่วประเทศ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ได้เพียงเล็กน้อย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย จะไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้น”
“บทบาทของธุรกิจค้าส่งในวันนี้ ต้องไปไกลกว่าการเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า เรามองตัวเองเป็น ‘พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ’ ที่ช่วยลูกค้าคิด วางแผน และเติบโตไปด้วยกัน โชห่วย GO Plus จึงต้องตอบโจทย์ทั้งการประหยัดต้นทุน สร้างรายได้ และให้โอกาสใหม่ๆ ในเวลาเดียวกัน เพราะหากลูกค้า อยู่ได้และเติบโตได้อย่างแข็งแรง เราก็จะเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน” ซันนี่ กล่าวทิ้งท้าย