ย้อนเส้นทาง “โรงกลั่นน้ำมันในไทย” บริษัทข้ามชาติเลือกไม่ไปต่อ ทยอยขายกิจการทิ้ง เมื่อกำไรไม่ได้ดีอย่างที่ใครเข้าใจ ซ้ำยังต้องเผชิญความเสี่ยง-ข้อจำกัดจากนโยบายภาครัฐ
ประเด็นของ “โรงกลั่นน้ำมัน” กลายมาเป็นที่สนใจของสังคมในภาวะ “วิกฤตพลังงาน” ที่ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันอันเป็นผลพวงจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น จาก 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ไปจนถึง 9 พ.ค. และอีกรอบหลัง 9 พ.ค. ลดเพิ่มอีก 3 บาท ชี้กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันยังมีผลประโยชน์ส่วนเกินอยู่
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันกอบโกยกำไรมหาศาลมาโดยตลอด แต่หากไปย้อนดูเส้นทางของโรงกลั่นน้ำมันในไทยสิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนความเป็นจริงที่ต่างออกไป
จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในไทย เริ่มเดินเครื่องครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ.2504 ซึ่งปัจจุบันโรงกลั่นแห่งนั้นก็คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) การเดินทางของอุตสาหกรรมนี้ผ่านมายาวนานมากกว่า 6 ทศวรรษ และแม้จะมีการเปิดเสรีการค้าน้ำมัน ยกเลิกควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อส่งเสริมให้เกิดกลไกการแข่งขัน แต่ปัจจุบันประเทศไทยกลับมีโรงกลั่นน้ำมันหลัก เพียง 6 แห่งเท่านั้น และ “ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันแห่งใหม่” เกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา
หากไปดูโรงกลั่นน้ำมันหลักทั้ง 6 แห่งในปัจจุบัน พบว่า มีเพียง SPRC ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มเชฟรอน บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกัน
ซึ่งไม่ใช่ว่าตลาดน้ำมันไทยไม่น่าดึงดูดจนทำให้ไม่มีบริษัทต่างชาติอยากเข้ามาแข่งขัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือบริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจแล้ว และ “ทยอยขายกิจการทิ้ง” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างโรงกลั่น RRC ที่เริ่มลงทุนเมื่อปี 2534 โดยมีเครือ Shell เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ถอนตัวจากประเทศไทยและขายให้กับ ปตท. ตั้งแต่ปี 2547 ขณะที่โรงกลั่น ESSO ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นยุคบุกเบิก เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2505 ท้ายที่สุดก็ได้ขายให้ บางจาก ไปเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา
คำถามสำคัญคือเกิดอะไรกับธุรกิจโรงกลั่นในไทย? เพราะหากทำกำไรได้ดีอย่างที่หลายคนเข้าใจ เราควรเห็นนักลงทุนต่างชาติแย่งกันเข้ามาลงทุน ไม่ใช่การทยอยขายกิจการออกไป อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ปัจจัยที่ทำให้บริษัทข้ามชาติถอย
ประการแรก แม้ไทยจะเปิดการค้าขายน้ำมันเสรี แต่ก็ยังมีเงื่อนไขในเรื่องนโยบายและกฎระเบียบภาครัฐ ที่อาจไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจมากนัก ดังที่จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมักประกาศใช้นโยบายหรือขอความร่วมมือในการ “ตรึงราคาน้ำมัน” ออกเป็นระยะ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ในระยะสั้น และหลายบริษัทก็ยินดีให้ความร่วมมือ แต่ในมุมมองของนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ อาจมองว่านโยบายรัฐเหล่านี้ลดความยืดหยุ่นและเพิ่มความไม่แน่นอนในการประกอบธุรกิจได้
ประการต่อมา การประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่ “คืนทุนช้า” ต้องลงทุนหลักหลายหมื่นถึงหลายแสนล้านบาท ก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 5 ปีและใช้เวลาเกิน 10 ปีในการคืนทุน นอกจากนี้ยังต้องเผชิญ “ความเสี่ยงสูง” เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับ โดยธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะเป็น “วัฏจักร” คือบางปีทำกำไรสูง แต่บางปีกลับขาดทุนมหาศาล ซึ่งหากมาดูค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนอาจต่ำกว่าตัวเลือกอื่นๆ ในระดับสากล
ทำให้บริษัทข้ามชาติที่สามารถเลือกลงทุนได้ทั่วโลก หันไปเลือกทำเลอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าหรือมีความเสี่ยงน้อยกว่าตั้งแต่ต้น หรือหากเข้ามาลงทุนไปแล้วก็ทำได้เพียงกัดฟันเดินหน้าดำเนินกิจการต่อไป หรือเลือกขายให้ผู้เล่นรายอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมโรงกลั่นของไทย
นอกจากการลงทุนแรกแล้ว โรงกลั่นในไทยยังมีปัจจัยที่ทำให้ “ต้องลงทุนต่อเนื่อง” โดยประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งก็มีทั้งน้ำมันคุณภาพดี เบา กำมะถันต่ำ และน้ำมันที่คุณภาพไม่ดีนัก คือ หนัก กำมะถันสูง ซึ่งหลายสภาวะวิกฤตก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า โรงกลั่นไม่สามารถเลือกหรือพึ่งพิงแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งใดแหล่งหนึ่งได้ จึงต้องมีการลงทุนทางเทคโนโลยีของโรงกลั่นเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความยืดหยุ่นสามารถกลั่นน้ำมันดิบได้หลากหลายชนิดพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์
ไม่เพียงแต่กลั่นน้ำมันได้หลากหลายชนิดแต่ต้องได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมด้วย โดยประเทศไทยประกาศใช้มาตรฐานน้ำมัน “ยูโร 5” หรือน้ำมันที่สร้างมลพิษต่ำ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นชาติที่ 2 ในภูมิภาคต่อจากสิงคโปร์ที่ประกาศใช้มาตรฐานนี้ ทำให้โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่งต้องลงทุนมหาศาลเพื่อปรับปรุงระบบการกลั่นให้สามารถผลิตน้ำมันได้ตรงตามที่กำหนดและเพื่อยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดของประเทศไทย
ขณะเดียวกันการเปิดตลาดน้ำมันเสรี ก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน เพราะหมายความว่าโรงกลั่นในไทยต้องแข่งขันกับโรงกลั่นจากประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย หรือตะวันออกกลาง ที่บางแห่งอาจมีข้อได้เปรียบที่ทำให้แข่งขันได้ดีกว่า เช่น มีขนาดใหญ่กำลังการผลิตสูงกว่าทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า, สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบได้ใกล้และถูกกว่า เป็นต้น ซึ่งการที่โรงกลั่นไทยจะแข่งขันได้ก็ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อยกระดับน้ำมันของตน ป้องกันไม่ให้ถูกแทนที่โดยการนำเข้าจากโรงกลั่นต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมไทย
โรงกลั่นน้ำมัน กับบทบาทหนึ่งใน “ต้นน้ำ” เศรษฐกิจไทย
สำหรับ “โรงกลั่นน้ำมัน” ไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตน้ำมันให้รถยนต์บนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังเป็น “ต้นน้ำ” ของหลายๆ อุตสาหกรรมสำคัญ ทั้งภาคการขนส่ง เป็นเชื้อเพลิงในโรงงาน LPG ในครัวเรือน ไปจนถึงวัตถุดิบปิโตรเคมีสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมพลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์
หากโรงกลั่นอ่อนแอลงหรือล้มหายไป ก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำให้หลายอุตสาหกรรมขาดแคลนวัตถุดิบและเชื้อเพลิง อาจต้องหันไปนำเข้าพลังงานสำเร็จรูปจากต่างประเทศในราคาที่แพงขึ้น นำมาสู่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยที่ลดลง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่แค่ช่วงนี้โรงกลั่นทำกำไรเท่าไหร่ แต่นโยบายหรือมาตรการต่างๆ จะส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ และความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวของประเทศหรือไม่ เพราะการมองเพียงกำไรระยะสั้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วนำไปสู่ “นโยบายฆ่าห่านเพื่อเอาไข่ทองคำ” สุดท้ายราคาที่ต้องจ่ายในอนาคต อาจสูงกว่าราคานโยบายในวันนี้หลายเท่าก็เป็นได้