บีบลดค่าการกลั่นน้ำมัน สะเทือนความมั่นคงพลังงาน กระทบโครงสร้างราคา โรงกลั่นแบกความเสี่ยงต้นทุนสูง จากสงครามตะวันออกกลาง 

หลังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากเดิม 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2569 และหลังจากนั้นจะลดเพิ่มอีก 3 บาท ช่วงวันที่ 10 - 19 พ.ค. 2569 แต่ในเชิงโครงสร้างของราคาน้ำมัน การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นอาจทำให้เสถียรภาพของพลังงานไทยลดลง


การที่รัฐบาลไทยให้ปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน โดยใช้กลไกของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ พ.ร.ก.ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบีบให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงกลั่นลง เป้าหมายคือ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงานให้กับประชาชน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ประกอบการโรงกลั่นต้องเผชิญความเสี่ยง เนื่องจากรัฐใช้อัตราค่าการกลั่น ในช่วงที่พุ่งสูงผิดปกติ มาเป็นเกณฑ์บีบให้ลดราคา แต่โรงกลั่นชี้แจงว่าตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมต้นทุนจริง เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง ที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง

ต้นทุนของโรงกลั่นเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากต้องซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถปรับต้นทุนให้ลดลงได้ทันทีตามคำสั่งของรัฐ ผลคือค่าการกลั่นอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็ว จากการออกมาตรการควบคุมและแทรกแซงราคา

แต่ก็มีผลสะท้อนกลับหลังการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะการแทรกแซง ส่งผลลบต่อแผนพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่อผู้ประกอบการโรงกลั่นไทย ที่ร่วมทุนกับต่างชาติ เพราะความไม่แน่นอนของนโยบาย ทำให้ความสามารถในการควบคุมต้นทุนของโรงกลั่นไทยดูมีความเสี่ยงในสายตาต่างชาติ



ผลกระทบต่อโรงกลั่นจากการปรับลดค่าการกลั่น



การลดราคาค่าการกลั่น ส่งผลให้กำไรแทบจะไม่เหลือ ทั้งโรงกลั่นยังต้องแบกต้นทุน ความเสี่ยงจากการที่ต้องถือสต๊อก และซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในหลายเดือน ซึ่งราคามีขึ้นและลงตามตลาดโลก ขณะที่บทวิเคราะห์ของนักการเงิน คาดการณ์กำไรสุทธิจากการกลั่นจริง ๆ เหลือไม่ถึงหนึ่งบาท

หากต้องการปรับโครงสร้าง เพื่อควบคุมราคา ภาครัฐควรมองธุรกิจน้ำมันทั้ง Value Chain เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ

ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องในการสำรองน้ำมันดิบ และกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้ในอนาคต