วิกฤตพลังงานบนความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน เมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกใช้เป็นข้อต่อรองทำราคาน้ำมันพุ่ง ต้องใช้ความกล้าบริหารเชิงรุก-รับภาระต้นทุนพุ่งสูง แลกความมั่นคงทางพลังงานให้คนไทย
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะในพื้นที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” คอขวดน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สถานการณ์ล่าสุดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมทางน้ำ (Naval Blockade) ห้ามเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. มีการยิงเตือนและยึดเรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่าน ทำให้อิหร่านประกาศจะตอบโต้หากสหรัฐฯ ไม่หยุดปฏิบัติการดังกล่าว และได้มียึดเรือสินค้า 2 ลำ
การปะทะครั้งนี้สะเทือนถึงกระบวนการเจรจา โดยนัดเจรจารอบล่าสุดที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ก่อนข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นสิ้นสุดวันที่ 22 เม.ย. 2569 นั้นไม่เกิดขึ้น และไม่แน่ชัดว่าการเจรจาครั้งหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปแต่จะคงปฏิบัติการปิดล้อมทางน้ำ จนกว่าอิหร่านจะยื่นข้อเสนอที่เป็นเอกภาพร่วมกันได้
ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งสร้างความกังวลต่อวิกฤตอุปทานพลังงานโลก ทำแนวโน้มราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง โดยล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 24 เม.ย.น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงหลักของราคาน้ำมันโลก พุ่งสูงแตะระดับ 106.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,450 บาท) หลังเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เม.ย.ก่อนเกิดการยึดเรือ เพิ่งปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม คือต่ำกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,889 บาท)
ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงหลักของราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเช่นกันอยู่ที่ 96.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,145 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์เคยประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อเช่นนี้ต่อไป ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 105 - 115 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลได้
การบริหารความเสี่ยง-แบกต้นทุนพุ่ง เพื่อป้องกันน้ำมันขาด
สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางตลอด 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าสงครามจะลดระดับหรือลุกลามบานปลายไปในทิศทางใด
การรับมือกับผลกระทบจากสงครามโดยเฉพาะวิกฤตพลังงาน จึงต้องมีความกล้าในการตัดสินใจ และอาจต้องยอมแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเฉพาะหน้าเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานในสภาวะจำเป็น
ก่อนหน้านี้ เรือบรรทุกน้ำมัน Serifos ที่บรรทุกน้ำมันดิบ 2 ล้านบาร์เรล ปลายทางประเทศไทย เกิดติดค้างที่ท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 จนกระทั่งสหรัฐฯ และ อิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ทำให้เรือลำนี้สามารถออกเดินทางต่อได้ และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในเร็วๆ นี้
หากย้อนไปในวันแรกที่เรือ Serifos ติดอยู่ที่ท่าเรือ ไม่มีใครล่วงรู้ได้แน่ชัดว่า เรือลำนี้จะสามารถเดินทางต่อมายังประเทศไทยได้เมื่อไหร่ แต่ทาง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ซึ่งติดตามสถานการณ์ความไม่สงบและผลกระทบต่อพลังงานโลกอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เลือกที่จะไม่รอปัญหาแต่เตรียมทางเลือกไว้ล่วงหน้า เร่งบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกในกรณีที่การขนส่งหยุดชะงัก ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นนอกพื้นที่ขัดแย้งมาทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลกอย่างเต็มที่ รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อน้ำมันในช่วงวิกฤตที่ตลาดโลกตึงตัว ราคาพุ่งสูง ย่อมนำมาสู่การยอมรับว่าต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ
ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยังให้ความมั่นใจด้วยว่า จะเดินหน้าบริหารจัดการด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ รักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศควบคู่ไปกับเสถียรภาพขององค์กร พร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงาน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
สถานการณ์ “น้ำมันไทย”
กระทรวงพลังงาน รายงานปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ณ วันที่ 23 เม.ย.2569 พบว่า ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศไทย เพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 111 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน
ขณะที่การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 21 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.78 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.93 ล้านลิตร
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข้อกังวลว่าในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จะเกิดน้ำมันขาดแคลน จำเป็นต้องหาแหล่งน้ำมันเพิ่มนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศพยายามพูดคุยกับประเทศต่างๆ ซึ่งเขาก็พยายามหาให้ และคงต้องให้ทางกระทรวงพลังงาน หรือ ปตท.ไปเจรจาและพูดคุย เชื่อว่าสถานการณ์เรื่องน้ำมันและพลังงานในขณะนี้น่าจะมีเสถียรภาพ