ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ตำรวจจะยกเลิกมาตรการ “ตักเตือนก่อนปรับ” และเริ่มบังคับใช้กฎหมายจับ-ปรับผู้กระทำผิดกฎจราจรอย่างจริงจังทั่วประเทศ เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกัน

ความคืบหน้าล่าสุดคำสั่ง “ตักเตือนก่อนปรับ” สืบเนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ที่มีการเดินทางสูง โดยมีเป้าหมายลดอัตราผู้เสียชีวิตให้เหลือเพียง 12 คนต่อแสนประชากรภายในปี 2570 ผ่านแนวทางหลักคือการบูรณาการมาตรการเชิงรุก ทั้งด้านกฎหมาย การลดปัจจัยเสี่ยงจากสภาพถนนและยานพาหนะ รวมถึงการรณรงค์สร้างวินัยจราจร


ทั้งนี้ ตามสั่งการของ ผบ.ตร. เรื่องการบังคับใช้กฎหมายจราจร ได้แบ่งระยะเวลาการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ คือ

...



1. ระยะสั้น (เร่งด่วน) มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายจราจร การเสริมสร้างวินัยจราจร และให้ดำเนินการในห้วงระยะเวลาพอสมควร
2. ระยะกลาง ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดใน 10 ข้อหาหลัก และข้อหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

3. ระยะยาว (วางระบบ) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการปฏิบัติงานจราจร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการในระยะที่ 1 (ระยะเร่งด่วน) โดยออกมาตรการ “ตักเตือนก่อนปรับ” ในห้วงวันที่ 27 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2569 ปรากฏว่ามีสถิติการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่งทุกข้อหาที่เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจปรับ ผ่านระบบ PTM ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา จำนวนกว่า 1.9 แสนครั้ง

โดยข้อหาที่มีการว่ากล่าวตักเตือนมากที่สุด 5 อันดับแรก แบ่งเป็น ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย, ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และอื่น ๆ เช่น ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียน บรรทุกสิ่งของโดยไม่มีสิ่งปกคลุม

ซึ่งปัจจุบัน ศูนย์บริหารงานจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) ได้ขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าวโดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 “เตือนก่อนปรับ” ที่กำลังใช้ปฏิบัติจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้



หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะที่ 2 มีการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยร่วมกัน



ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ ตำรวจจราจรจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดใน 10 ข้อหาหลัก ที่เป็นสาเหตุที่มาของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

...



1. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท (เดิม 1,000)

2. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท (เดิม 1,000)

3. ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท

4. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท

5. ขับรถย้อนศร: ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (เดิม 500)

6. ไม่สวมหมวกนิรภัย (ทั้งคนขับและคนซ้อน): ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

7. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย (ทั้งคนขับและผู้โดยสาร): ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

8. ไม่พกใบอนุญาตขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน)

9. ขับขี่ขณะเมาสุรา: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี

10. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี

...