ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคายา เวชภัณฑ์ และระบบบริการในสถานพยาบาลต่างๆว่า สธ.ได้ประเมิน ผลกระทบระยะกลางเรื่องยาและเวชภัณฑ์ ในภาพรวม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้หารือบริษัทยายืนยันว่ามีสต๊อกเพียงพอใช้ได้ 3-4 เดือน ส่วนผลกระทบที่คาดว่าเกิดขึ้นแน่นอนคือ ราคายาที่ปรับสูงขึ้น ส่วนยาที่คาดว่าอาจจะเป็นปัญหา ได้แก่ 

1.กลุ่มยาวาร์ฟารีน ใช้สำหรับต้านการแข็งตัวของเลือด โดยนำเข้าจากประเทศอิสราเอล ขณะนี้ยังไม่ขาด แต่หากการสู้รบยืดเยื้อก็ต้องสำรองการนำเข้าจากประเทศอื่นรองรับ เช่น อินเดีย จีน ยุโรป เป็นต้น โดยจะเตรียมปรับการขึ้นทะเบียนยาจากประเทศที่สำรองให้รวดเร็วขึ้น 

2.น้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ที่ต้องใช้พลาสติกเกรดพิเศษ ได้แก้ไขปัญหาแล้วโดย อย.ได้ช่วยประสานการนำเข้า 

3.น้ำยาล้างฟอกไตแบบแกลลอน ซึ่งกำลังหารือว่าจะนำแกลลอนกลับมาใช้หมุนเวียนได้หรือไม่ รวมถึงเวชภัณฑ์อื่นๆที่อาจต้องใช้บรรจุภัณฑ์อื่นมาทดแทน ด้านระบบริการผู้ป่วยนั้นจะกระตุ้นให้โรงพยาบาลเพิ่มการใช้ระบบแพทย์ทางไกลในกลุ่มผู้ป่วยนอกให้มากขึ้น ปรับระบบการจ่ายยาจาก 4 เดือน ให้เหลือ 1-2 เดือนและใช้บริการจัดส่งยามาแทน ส่วนสถานบริการต่างๆ จะเน้นลดการใช้พลังงาน ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้มากขึ้น ลดการใช้กระดาษ

ด้าน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัด สธ. กล่าวว่า อย.เตรียมประกาศมาตรการรับมือสถานการณ์ยาขาดหรือยามีราคาแพง ได้แก่ ระยะสั้น 3-4 เดือน จะควบคุมการใช้ยาสมเหตุผล เจรจาราคายาเป็นระดับเขตหรือประเทศเพื่อให้มีอำนาจต่อรอง และหากมีความจำเป็นก็อาจต้องควบคุมราคาไม่ให้แพง, ระยะกลาง 6 เดือนขึ้นไป เน้นการบริหารจัดการโครงการหนึ่งเขตสุขภาพ หนึ่งจังหวัด หนึ่งโรงพยาบาล เพื่อแบ่งปันทรัพยากร ยา เตียง ในจังหวัดและเขตสุขภาพได้ และระยะยาว 12 เดือนขึ้นไป อย.จะสนับสนุนการผลิตยาในประเทศ.

...