หัวใจแม่สุดยิ่งใหญ่ ตัดสินใจบริจาคอวัยวะและ “หัวใจ” ลูกสาววัย 20 เป็นดวงที่ 163 ปลาบปลื้มที่การจากไปของลูกได้ช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น
จากกรณีโลกโซเชียลแห่แชร์เรื่องราวสุดซึ้งจากเพจเฟซบุ๊ก “งานประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลบ้านโป่ง” และ “ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร” เมื่อวันที่ 22 มี.ค.69 เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอ ภารกิจส่งมอบหัวใจดวงที่ 163 จาก รพ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สู่ รพ.ศิริราช (อ่านข่าว : ภารกิจต่อลมหายใจ ส่งมอบหัวใจดวงที่ 163 จากราชบุรี ถึง รพ.ศิริราช ภายใน 50 นาที)
โดยได้รับความกรุณาจากครอบครัวของ น.ส.รัชชนันท์ แก้วโมกข์ หรือ น้องครีม อายุ 20 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุ มีภาวะสมองตาย มารดาและญาติยินดีบริจาคอวัยวะ ได้แก่ หัวใจ ตับ และไต 2 ข้าง ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะ ได้มีโอกาสและชีวิตใหม่อีกครั้ง
ในคลิปหลังจากคณะอาจารย์แพทย์ได้ทำการผ่าตัดเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ได้รีบนำส่งอวัยวะขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉินกลับไปยัง รพ.ศิริราช ทันที เพื่อส่งมอบให้กับผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะ โดย พ.ต.ท.ทศพร กลีบแก้ว รองผกก.5 บก.จร. พร้อมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ตำรวจทางหลวง และตำรวจจราจร สภ.บ้านโป่ง ขับรถนำขบวนอำนวยความสะดวก สภาพท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดเนื่องจากเป็นช่วงเย็นวันอาทิตย์ โดยระยะทาง 76 กม. ใช้ระยะเวลาในการนำส่งอวัยวะ 50 นาที สร้างความประทับใจและคำชื่นชมจากผู้ที่พบเห็นเป็นจำนวนมาก
...
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 23 มี.ค.69 นพ.วิบูลย์ ภัณฑบดีกรณ์ ผอ.รพ.บ้านโป่ง พร้อมคณะผู้บริหาร แพทย์ และพยาบาลที่เกี่ยวข้อง มอบพวงหรีดของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย และ รพ.บ้านโป่ง รวมไปถึงเข็มกลัดและใบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่ น.ส.ฐิตาพา แก้วโมกข์ มารดาของน้องครีม พร้อมคนในครอบครัว เพื่อไว้อาลัยและสดุดีเกียรติยศแก่ผู้บริจาคอวัยวะในครั้งนี้
นางศิริสุข เทียนคำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ หนึ่งในทีม Service Plan สาขาบริจาคอวัยวะ เปิดเผยว่า น้องครีมเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.บ้านโป่ง เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ เมื่อคืนวันที่ 20 มี.ค.69 ที่ผ่านมา มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะสมองตาย ด้วยน้องอายุยังน้อยและเป็นการเสียชีวิตกะทันหัน ในช่วงแรกญาติยังทำใจไม่ได้ แต่จากการให้ข้อมูลของทีมที่ชัดเจนว่า “ภาวะสมองตาย” คือการเสียชีวิตทางกฎหมาย และร่างของน้องจะได้รับการดูแลอย่างมีเกียรติ ตกแต่งให้คงสภาพเดิมเหมือนคนนอนหลับที่สุด ทำให้ครอบครัวมั่นใจและยินยอมส่งต่ออวัยวะ
“วินาทีที่ทีมงานได้เห็นคลิปหัวใจ ส่งถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ มีญาติของผู้ป่วยที่รับบริจาคมายืนไหว้กล่าวขอบคุณ ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างภูมิใจและตื้นตันใจ เนื่องจากภารกิจนำส่งหัวใจดวงที่ 163 นี้ เป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลบ้านโป่ง”
ด้าน น.ส.ฐิตาพา แก้วโมกข์ มารดาของน้องครีม เปิดใจว่า เมื่อทราบจากคณะแพทย์ว่า ลูกจะไม่มีทางฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว แม้จะรู้สึกเศร้าเสียใจ แต่ก็ต้องยอมรับ ซึ่งตนศึกษาเรื่องนี้มานานและเชื่อว่าการบริจาคอวัยวะคือการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังมั่นใจว่าความดีนี้ จะส่งผลให้ลูกไปสู่ภพภูมิที่ดี
ในขณะที่หัวใจของลูกสาว ถูกเจ้าหน้าที่รีบวิ่งนำส่งปลายทาง สิ่งเดียวที่ตนจะทำได้คือ โบกมืออำลาลูกอย่างภาคภูมิใจ เมื่อตนเห็นคลิปของหญิงรายหนึ่ง ซึ่งคาดว่า อาจเป็นญาติของผู้ที่ได้รับบริจาคอวัยวะออกมากล่าวขอบคุณผู้เกี่ยวข้อง ตนรู้สึกปลาบปลื้มและอิ่มบุญเป็นอย่างมาก ที่การจากไปของลูกได้ช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น
อีกทั้งยังได้เห็นอีกหนึ่งครอบครัวที่กำลังมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ จึงขอฝากถึงผู้ที่ได้รับหัวใจของลูกสาวว่า “ตอนนี้หัวใจของลูกไปเต้นอยู่ในร่างของใครอีกคนแล้ว ขอให้เขานำหัวใจของลูกแม่ไปสร้างบุญ สร้างความดีต่อไป”
นอกจากนี้ น.ส.ฐิตาพา ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงลูกสาวว่า “อยากบอกว่ารักเขามากๆ ชาติหน้าขอให้ได้เกิดในที่ที่มีความสุข ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกต่อไปแล้ว แต่ลูกก็จะยังคงอยู่ในใจและความรู้สึกของแม่เสมอ”
...
ทั้งนี้ ร่างของน้องครีม จะตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดโคกพระเจริญ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี โดยจะมีพิธีฌาปนกิจในวันพุธที่ 25 มี.ค.69 เวลา 16.00 น. ก่อนที่ญาติจะนำอัฐิไปลอยอังคารที่ จ.ฉะเชิงเทรา ต่อไป
ด้าน นพ.วิบูลย์ ภัณฑบดีกรณ์ ผอ.รพ.บ้านโป่ง เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้ายมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก มีเครื่องมือและยารักษาที่ทันสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างทดแทนได้ก็คือ อวัยวะของมนุษย์ ซึ่งการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอคอยความหวังอยู่หลักหลายพันราย แต่ตัวเลขผู้ที่แสดงเจตจำนงบริจาคจริงกลับมีเพียงหลักร้อยหลักพัน
โดยหนึ่งร่างของผู้บริจาคสามารถสร้างประโยชน์ได้มหาศาล หากอยู่ในภาวะสมองตาย แต่หัวใจยังเต้นอยู่ จะสามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายต่อชีวิตได้ทันที ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน และไต รวมถึงเนื้อเยื่อ กระจกตา เส้นเลือด และลิ้นหัวใจ แต่หากเสียชีวิตโดยสมบูรณ์แล้ว ร่างกายก็ยังมีค่าในฐานะ “อาจารย์ใหญ่” เพื่อให้เหล่านักเรียนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข ได้ศึกษาทางวิภาคศาสตร์ เพื่อนำความรู้ไปช่วยชีวิตคนอื่นต่อไปในอนาคต.
...