20 ลูกเรือ “มยุรีนารี” ถึงไทย บริษัทเรือพาเลี่ยงพบสื่อขึ้นรถบัส เข้าโรงแรม ขณะที่ 2 ครอบครัวลูกเรือ ชวดเจอ เพราะตั้งใจมารับหลังรู้ข่าวปลอดภัย กลับไทยวันนี้ ยอมรับห่วงเรื่องเยียวยา กลัวบริษัท ลอยแพ พร้อมสวดมนต์ให้อีก 3 ลูกเรือปลอดภัย
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หนึ่งใน “ภรรยา” ของ “ลูกเรือ” มยุรีนารี เผยกับสื่อมวลชนว่า ตนเป็นภรรยาของพนักงานบนเรือ และติดต่อกันล่าสุดตอนขึ้นเครื่องก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ส่วนสภาพจิตใจของแฟนในการเดินทางกลับ ก็ยังไม่ 100% เพราะยังไม่รู้ว่าชีวิตจะไปต่ออย่างไร เนื่องจากการจะได้รับค่าจ้าง ต้องทำงานอยู่บนเรือ แต่หากเดินทางกลับบ้านก็จะไม่ได้รับเงินเดือน
ทั้งนี้ ส่วนตัวยังไม่เห็นสัญญาจ้าง แต่สามีทำงานกับบริษัทดังกล่าวมา 5 ปีแล้ว และในช่วงที่เรือกำลังจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สามีก็เล่าให้ตนฟังว่า เลือกได้หรือไม่ระหว่างหยุดรอ หรือจะเดินทางต่อ ส่วนตัวไม่แน่ใจว่า ทางบริษัทหรือกัปตันเรือ ก็ไม่แน่ใจ ซึ่งเขาได้บอกว่า ทางบริษัทจะเปิดโรงแรมให้อยู่ที่ประเทศดูไบ แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยเนื่องจากยังคงมีระเบิดลงอยู่ และไม่รู้ว่าจะได้บินกลับประเทศไทยเมื่อใด และไม่มั่นใจว่า ถ้าอยู่โรงแรมจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ ดังนั้น ส่วนตัวคิดว่า การคิดเช่นนั้นสามีตนก็คงไม่ได้คิดเพียงคนเดียว เพราะคงไม่มีใครกล้าไปตาย และทุกคนมีครอบครัวรออยู่ ซึ่งตนเองก็มีลูกเล็ก เพียง 1 ขวบ 3 เดือนเท่านั้น
เมื่อถามว่า ลูกเรือที่ยังคงติดอยู่บนเรือ 3 คน ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ภรรยา ลูกเรือ กล่าวว่า ไปช่วยไม่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนเวรกันในเวลานั้น ส่วนรายละเอียดตนก็ไม่ทราบ ซึ่งเราก็อยากให้เขากลับมาเหมือนกัน ส่วนเรือมยุรีนารี จะต้องนำสินค้าจากอินเดีย ไปส่งที่ UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ระหว่างที่ล่องเรือผ่านยังไม่เกิดภาวะสงคราม เรือจึงผ่านไปได้ แต่เกือบถึงดูไบ เริ่มเกิดสงคราม เรือจึงทิ้งสมอที่ดูไบ เพื่อดูสถานการณ์ก่อนจึงจะนำสินค้าไปส่งที่ UAE แต่เมื่อสถานการณ์ไม่มีอะไร เรือจึงเดินหน้าไปส่งสินค้าต่อที่ UAE เมื่อส่งสินค้าเสร็จสิ้น ก็จะกลับไปที่อินเดียต่อและต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่แล้ว จึงเป็นที่มาว่าทำไมเรือไม่มีสินค้าอะไรเลย เพียงแต่เดินทางกลับเพื่อไปรับสินค้าที่อินเดีย จึงวอนขอชาวโซเชียลฯ ว่าอย่าต่อว่าลูกเรือ เพราะเราเป็นแค่พนักงาน นอกจากนี้ ทุกคนมีภาระอยู่ข้างหลัง และแฟนของตนก็เพิ่งกลับขึ้นเรือได้เพียง 3 เดือน แต่เป็นเรือลำก่อน บริษัทเดียวกัน
เมื่อถามว่า สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความรุนแรง ทางอิหร่านก็ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำไมจึงแล่นเรือผ่าน ภรรยา กล่าวว่า ตนได้ติดตามข่าวสาร และทราบว่า เรือที่ติดธงไทยสามารถผ่านช่องแคบได้ แต่ตนก็ไม่มั่นใจว่าทำไมเขาจึงมั่นใจในการแล่นเรือผ่าน และการเดินเรือทุกอย่างมีเอกสารอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ตนเรียกร้องว่า อยากให้บริษัทเข้ามาดูแลแม้จะเดินทางกลับมาแล้วก็ตาม เพราะการเดินเรืออยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งอยู่ในสภาวะสงคราม จึงอยากให้ดูแลค่าตอบแทน เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนอะไรเลย
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้คุยกับ อีก 1 ครอบครัวที่เดินทางมาจากจังหวัดตาก มารอรับลูกชาย ซึ่งพี่สาวเล่าว่า “น้องชาย” ส่งข้อความมาบอกว่าเรือโดนระเบิด แต่ตัวเขาหนีรอดออกมาได้และปลอดภัย ซึ่งตนเองมาเปิดอ่านทีหลังก็ตกใจเป็นห่วงมากกลัวน้องเป็นอะไรแต่พอรู้ว่าปลอดภัยก็โล่งใจ
ด้าน “คุณแม่” เปิดเผยว่าลูกชาย เพิ่งเรียนจบและไปฝึกงานที่เรือบริษัทนี้ ลงเรือไปได้เดือนกว่า ลูกชายเล่าว่าตกใจมากวันที่ระเบิดยิงโดนเรือ และแม่คิดว่า ลูกชายไม่น่าจะรอดแล้วเพราะทำงานอยู่ในห้องเครื่อง ส่วนอีก 3 คนที่ติดอยู่บนเรือ ลูกชายบอกว่า ณ วันนั้นยังหาไม่เจอ ซึ่งตนเองเข้าเวรกับรุ่นพี่อีกคนที่ติดอยู่ในห้องเครื่อง ทำงานด้วยกันทุกวัน ลูกชายเล่าให้แม่ฟังว่า เขา สอนงานดี วันที่เกิดเหตุโดนยิงเป็นจังหวะที่เปลี่ยนเวรกันเพียง 5 นาที แล้วลูกชายตนก็เดินไปกินข้าว เรือก็โดนยิง แม่บอกว่า ถ้าวันนั้น ลูกชายไม่ถูกเปลี่ยนเวรคนที่ติดอยู่บนเรือ ไม่ใช่รุ่นพี่คนนั้น แต่จะเป็นลูกชายของตน ทุกวันนี้ยังภาวนาสวดมนต์ขอพรให้ทั้ง 3 คน ปลอดภัย เพราะอยู่กันแบบพี่น้อง ใช้ชีวิตด้วยกันทุกวันเข้าใจหัวอกของคนที่รอคอย
...
เมื่อถามว่า จะให้ลูกชายกลับไปทำงานต่อบนเรือหรือไม่ คุณแม่บอกว่า ลูกชายเรียนด้านนี้มาโดยตรง และอาชีพนี้เป็นอาชีพที่พ่อของเขา ทำมาแล้ว 20-30 ปี เป็นอาชีพที่ลูกอยากเดินตามรอยพ่อ เพราะถ้าไม่มีเงินจากอาชีพนี้ ลูกก็คงไม่ได้เรียนจนจบ และลูกชายก็ชอบอยู่แล้ว แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ ส่วนการเยียวยาชดเชยจากบริษัทเรือ ครอบครัวยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ ต้องรอให้ลูกเข้าไปเป็นพนักงานบริษัทก่อน เพราะเป็นแค่เด็กฝึกงาน
ทั้งนี้ ครอบครัวน้องใหม่ ได้เปิดแชตข้อความ ที่ลูกชายสื่อสารก่อนจะขึ้นเครื่องบินมาให้ดูตลอด จนถึงสนามบินสุวรรณภูมิและจนถึงขึ้นรถบัสที่มารอรับ โดยทั้ง 20 คน หลังจากรับกระเป๋าสัมภาระ บริษัท ได้พาทั้งหมดเดินไปที่ทางออกประตู 6 เพื่อขึ้นรถบัส ที่มารอรับ โดยไม่ต้องการให้เจอสื่อมวลชนที่มารอแถลงข่าว ขณะที่ญาติทั้ง 2 ครอบครัว เสียใจ ที่ไม่ได้เจอ สามีและลูกชาย เพราะตั้งใจเดินทางมารับกลับบ้านโดยเฉพาะ พร้อมตัดพ้อว่า อุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัด
นอกจากนี้ หนึ่งในภรรยาลูกเรือ พร้อมฝากถึงเรื่องเยียวยาในการช่วยเหลือครอบครัว เพราะสามีเดินทางลงเรือครั้งนี้ ต้องไปกู้เงิน เอารถไปเข้าไฟแนนซ์ เพื่อเอาเงินมาทำงานนี้ หลังจากครั้งก่อน ลงเรือไปได้ แต่กัปตันทำ “Seaman Book” หรือ สมุดประจำตัวคนเรือหาย