จนถึงขณะนี้ การสู้รบระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯและอิสราเอล ยังคงส่อแววยืดเยื้อบานปลาย การปิดช่องแคบฮอร์มุซปิดกั้นการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมายังประเทศต่างๆ รวมถึงไทย กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกตื่นตระหนก และหากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป น้ำมันดิบอาจพุ่งแตะ 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ทำให้ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันต้องเร่งปรับตัวแบบวันต่อวัน โดยระยะสั้นหลังจากการตรึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ 15 วันผ่านไป รัฐบาลคงต้องพึ่งพากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาไปพลางๆก่อน แต่คงทำได้ไม่นาน เพราะหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปกว่า 3 เดือน ก็มีโอกาสที่ราคาขายปลีกในประเทศจะต้องปรับเพิ่มขึ้น

สิ่งที่คนไทยตั้งคำถามคือ หากสงครามยืดเยื้อ มีหนทางหรือทางเลือกไหนบ้างที่จะบริหารจัดการน้ำมันในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งส่วนหนึ่งการนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนเป็นสิ่งที่คิดกันไว้ แต่หากวันนั้น สถานการณ์น้ำมันโลกเข้าสู่ยุคขาดแคลน ทุกคนก็ต้องเก็บน้ำมันไว้สำหรับประเทศตนเอง หรือไม่ราคาคงพุ่งสูงมาก

หนทางที่จะสร้างความยืดหยุ่น และความมั่นคงในระยะยาว คือ การหันมามองแหล่งผลิตในประเทศ สนับสนุนให้มีการแสวงหาแหล่งพลังงานภายในประเทศมากขึ้น ทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เสริมศักยภาพความมั่นคงด้านพลังงานในภาวะวิกฤติได้อีกด้วย

และคนที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ” ซึ่งเหมือนจะรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่า “สงครามตะวันออกกลาง” จะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

โดยได้ประกาศแนวทางการดำเนินงานในปี 2569 ซึ่งในส่วนการกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ซึ่งถือเป็นการจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงนั้น “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ” ได้เปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) เพื่อนำทรัพยากรภายในประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างนำเสนอชื่อผู้ได้รับสิทธิฯให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และคาดว่าจะให้สัมปทานได้ภายในปี 2569 นี้

...

นอกจากนั้น ยังเตรียมขยายฐานทรัพยากรใหม่ในทะเลอันดามัน โดยเปิดประมูลแหล่งในอันดามันรอบที่ 26 ซึ่งเป็นแหล่งที่มีศักยภาพในการค้นพบปิโตรเลียมสูง พร้อมกับปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัยจูงใจให้เกิดการเข้ามาลงทุนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ในแนวทางการดำเนินการยังเน้นการจัดหาพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นเทรนด์พลังงานโลกในปัจจุบัน โดยดำเนินการผ่านโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ซึ่งมีทั้งโครงการนำร่องในแหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ รวมทั้งเตรียมศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพการกักเก็บ CO2 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อหาพลังงานใหม่ๆเข้ามาในประเทศ และยังช่วยทำให้เราเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

“สงคราม และโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวแปรราคาน้ำมัน การพึ่งพาคนอื่นเป็นเรื่องยาก ดังนั้น เราคงต้องให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานในประเทศ และพลังทดแทนที่เราผลิตได้เองให้มากขึ้น เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว”

มิสเตอร์พี

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม