อุทิศตัวมาต่อเนื่องยาวนานเพื่อประเทศชาติและแผ่นดินเกิด อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี 8 สมัย “พินิจ จารุสมบัติ” ใช้บทบาท “รองประธานสภาสหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ” ที่เพิ่มเติมจากการทำหน้าที่ “ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์” เป็นสะพานเล็กๆเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างไทย-จีน ให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเสริมใยเหล็ก 

ท่ามกลางยุคโลกหลายขั้ว ไทยควรอยู่ตรงไหน

วันนี้เราอ่านอนาคตจากความจริงว่าจีนคือตลาดการค้า จึงต้องเร่งพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ต้องพยายามเสริมสร้างมิตรภาพไม่ให้มีช่องโหว่ ต้องสนับสนุนให้มีการไปมาหาสู่พูดคุยกัน, แลกเปลี่ยน, สัมนา, จัดโรดโชว์ และแนะนำสินค้า รัฐบาลจีนประกาศแก้ปัญหาความยากจนให้หมดสิ้น และกำลังยกระดับคนมีกินมีใช้ให้แบ่งปันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน หมายความว่าประชาชนชาวจีนที่มีรายได้ปานกลางจะพ้นจากความยากจนขึ้นมาอีก 800–900 ล้านคน ฉะนั้นอำนาจการซื้อจะใหญ่มาก ความต้องการสินค้า, อาหาร, ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ย่อมส่งผลมาถึงประเทศไทย เราจะต้องยกระดับเศรษฐกิจ และตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับจีนให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีมูลค่าราว 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องเพิ่มเป็น 5 แสนล้าน และเป็นล้านล้านให้ได้ เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องแบ่งหน้าที่กันไป ใครไปมณฑลไหนเมืองไหน จะนำผลิตภัณฑ์อะไร ผลไม้พืชผลทางการเกษตรประเภทไหนไปบุกตามมณฑลต่างๆ คนจีนส่วนใหญ่ชื่นชอบสินค้าไทย อย่างเช่น ข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ยังครองใจคนจีนเป็นอันดับต้นๆ เราต้องร่วมมือกับจีนพัฒนาความสัมพันธ์แบบก้าวกระโดด เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยเน้นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนทุกมิติ โลกที่มีสันติภาพสันติสุขคือดีที่สุด มันวิน-วินด้วยกันหมด ถ้าเกิดความขัดแย้ง หรือเกิดสงคราม จะมีประโยชน์อะไร ชีวิตมนุษย์ถูกทำลาย, ทรัพย์สินถูกทำลาย และโอกาสของคนถูกทำลาย

ทำอย่างไรให้มิตรภาพระหว่างไทย-จีนแน่นแฟ้นยั่งยืนตลอดไป

เราก้าวสู่ 50 ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีนมาแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนถือเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษสุด ไม่เหมือนประเทศอื่นใดในโลก ผู้นำจีนและไทยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไทยจีนไม่ใช่อื่นไกล เป็นครอบครัวเดียวกัน พี่น้องกัน” สิ่งนี้มาจากรากฐานประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะประเทศจีนมาเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี มาแลกเปลี่ยนการค้า นี่คือรากฐานของขงจื๊อ คือความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค, การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน, การเปิดกว้าง, การยอมรับความแตกต่าง, ความเห็นอกเห็นใจ และการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น ถ้ารักจะเป็นมิตรแท้ต่อกัน สิ่งใดที่ตนไม่ปรารถนา ก็อย่าทำแก่ผู้อื่น และให้สร้างความสัมพันธ์อันกลมเกลียวผ่านการเอื้ออาทรต่อกัน คือต้องเป็นความสัมพันธ์ที่วิน-วิน มีความเท่าเทียมกันในเรื่องผลประโยชน์ ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว

อยากสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน ประเทศไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับจีนอย่างไร

ผมขอย้ำตรงนี้ว่า ประเทศไทยควรจะให้ความร่วมมือกับจีนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน เมื่อปี 2025 เป็นปีครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน จึงถือเป็นปีทองแห่งมิตรภาพที่ยั่งยืนระหว่างไทย-จีน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ไทย-จีน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสำหรับปูทางสู่อีก 50 ปีข้างหน้าในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนให้ดียิ่งขึ้น และแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดุจครอบครัวเดียวกัน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ที่มีทั้งความมั่นคง, มั่งคั่ง และยั่งยืน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” และ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ตามคำทูลเชิญของ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ไม่เพียงแต่จะทรงเจริญพระราชไมตรีที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการเปิดหมุดหมายใหม่ให้โลกได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างไทย-จีน ขณะที่การจัดฟอรัมอารยธรรมแห่งความปรองดองที่ประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ปูทางสู่การสร้างอารยธรรมปรองดองร่วมกันระหว่างไทย-จีน เพื่อลดความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ, การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ เพื่อให้โลกกลับมาสงบสุข อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งมอบโลกที่สวยงาม, สงบ และสันติให้กับลูกหลานเราในอนาคต โลกใบนี้มีความหลากหลายทางอารยธรรมมากมาย จึงต้องอาศัยการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานการให้ความเคารพกันและกัน, ความเมตตากรุณา และความปรองดอง เพื่อปกป้องอารยธรรมที่หลากหลายในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

ถอดรหัสท่าทีของ "ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง" ในการรับมือกับผู้นำอเมริกา

ผมคิดว่า “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” เฉียบคมมาก ท่านใช้สติปัญญา และความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ถือเป็นหนึ่งในเกมผู้นำที่เฉียบคมที่สุดของศตวรรษที่ 21 ท่านไม่ได้เอาชนะด้วยการปะทะ แต่เอาชนะด้วยการไม่เล่นเกมคนอื่น ผู้นำอเมริกาชอบความเร็ว, ชอบความปั่นป่วน, ชอบชนะด้วยแรงกดดัน และความฉับไว แต่ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ไม่หลงเกมยั่วยุ-ต่อรอง-โชว์ชัยชนะ ท่านเลือกที่จะเงียบ, เคลื่อนไหวช้า และไม่ตอบสนองอารมณ์ เพราะเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการชนะเร็วเพื่อการเมืองภายใน แต่จีนต้องการชนะด้วยโครงสร้าง ท่านเลือกที่จะแยกคนออกจากประเทศ นี่คือความเฉียบคมระดับยุทธศาสตร์ ท่านมองว่าความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเป็นแค่ปรากฎการณ์ชั่วคราว จึงไม่คิดทำลายความสัมพันธ์กับอเมริกาแบบถาวร “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ใช้เวลาเป็นอาวุธ วางเกมยาว 10-30 ปี ยอมเจ็บสั้นเพื่อได้เปรียบยาว เพราะท่านไม่มีกรอบเวลาเลือกตั้ง ในสงครามการค้าจีนยอมชะลอเศรษฐกิจและยอมเจ็บภายใน แต่ไม่ยอมเสียโครงสร้างหลัก ทั้งด้านอธิปไตยเชิงระบบ, ซัพพลายเชน และเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ท่านก็ไม่เคยพยายามทำให้ผู้นำอเมริกาแพ้แบบอับอาย หรือยั่วยุให้แตกหัก แค่ทำให้ไม่สามารถประกาศชัยชนะแบบชัดๆ ส่งผลให้สงครามการค้ายืดเยื้อ, ตลาดผันผวน, ฐานเสียงธุรกิจเริ่มไม่พอใจ และพันธมิตรอเมริกาสับสน ผู้นำอเมริกาเสียแต้มโดยที่จีนไม่ต้องออกหน้า สิ่งที่จีนทำแบบเงียบๆคือเร่งพึ่งตนเองทางเทคโนโลยี, สร้างระบบการเงินคู่ขนาน, ลดการพึ่งดอลลาร์ และรวบรวมพันธมิตร ในโลกภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ คนชนะไม่ใช่คนเสียงดังที่สุด แต่คือคนทำให้เกมเปลี่ยน โดยที่คู่ต่อสู้ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ 

ประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากบทเรียนครั้งนี้

นี่คือบทเรียนที่ไทยต้องเอาไปใช้ทันที ไม่ใช่เพื่อเก่งแบบจีน แต่เพื่อความอยู่รอดของประเทศขนาดกลางอย่างเรา เกมนี้สอนให้ไทยรู้ว่าโลกวันนี้ไม่ได้แพ้ชนะกันด้วยคำพูด แต่แพ้ชนะกันด้วยโครงสร้าง, ความอดทน และจังหวะ อย่าเล่นเกมของคนอื่น แต่ต้องรู้ว่าเขาอยากให้เราเล่นอะไร ที่ผ่านมาผู้นำอเมริกาชนะเพราะดึงคนเข้าเกมเขา แต่ผู้นำจีนชนะเพราะไม่เข้าเกมนั้น บทเรียนของไทยคืออย่าตอบโต้เร็วตามอารมณ์มหาอำนาจ, อย่ารีบแสดงจุดยืนสุดโต่ง และอย่าให้ใครลากเราไปเป็นข่าว ประเทศเล็กแพ้เสมอ ถ้าเล่นตามเกมคนใหญ่ ให้แยกตัวบุคคลออกจากโครงสร้าง อย่าสู้แบบตัวต่อตัว แต่สู้กับระบบอเมริกา ประเทศไทยไม่ควรผูกชะตากับผู้นำคนใดคนหนึ่ง แต่ควรสร้างสัมพันธ์ทุกระดับ ทั้งระดับรัฐ, บริษัท, สถาบัน และประชาชน เพราะคนเปลี่ยนได้แต่ระบบยังอยู่ ที่ผ่านมาประเทศไทยมักแพ้เพราะใจร้อน, อยากเห็นผลเร็ว และชอบเปลี่ยนนโยบายตามกระแส “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” สอนโลกว่าอดทนเท่ากับอำนาจ ช้าแบบมีแผนเท่ากับได้เปรียบ ประเทศไทยควรวางยุทธศาสตร์ 10-20 ปี นโยบายต้องไม่เปลี่ยนตามรัฐบาล และยอมเจ็บระยะสั้น เพื่อรักษาโครงสร้างระยะยาว


ในฐานะผู้คร่ำหวอดวงการเมือง ผู้นำยุคใหม่ของไทยควรมีคุณสมบัติอย่างไร 

ในความคิดเห็นของผม ผู้นำยุคใหม่ของประเทศไทย ควรเป็นผู้นำของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง จะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมมีความเสียสละ ยึดถือประเทศเป็นตัวตั้ง ยึดถือประชาชนเป็นศูนย์รวม ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ที่สำคัญต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีความเก่งกาจ และปรับตัวเก่ง เพราะโลกใบนี้เป็นโลกแห่งอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยการแข่งขัน หากผู้นำของเราปรับตัวไม่ได้ และไม่ทันเกมโลก ประเทศไทยก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะตามใครไม่ทัน.