กรมอุทยานฯ ชี้กรณี "สีดอหูพับ" ช้างป่าดอยหลวง เสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้าย สันนิษฐานเบื้องต้นอาจเกี่ยวข้องกับการ "สำลักอาหาร" พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบ เพื่อดำเนินการอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบ
จากกรณีข่าวเศร้า "พลายสีดอหูพับ" ช้างป่าภูหลวง ล้มเสียชีวิต ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังทำการเคลื่อนย้ายไปดูแล-ปรับพฤติกรรม ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น ("พลายสีดอหูพับ" ช้างป่าภูหลวง ล้มดับระหว่างเคลื่อนย้าย จนท. เตรียมแถลงชี้แจง)
ล่าสุดวันที่ 4 ก.พ. 69 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกประกาศชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียช้างป่าสีดอหูพับ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายจากจังหวัดขอนแก่นไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จังหวัดเลย
กรมอุทยานฯ ตระหนักดีว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเศร้าโศกและความกังวลให้กับประชาชนทุกท่าน เราขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียช้างป่าที่มีค่าในครั้งนี้ รวมถึงต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุช้างป่าทำร้ายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นก่อนหน้านี้
ช้างป่าสีดอหูพับเป็นช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี ที่เดิมอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ต่อมาได้เคลื่อนย้ายมาหากินในพื้นที่การเกษตรบริเวณ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น และมีพฤติกรรมออกมาใกล้ชุมชนบ่อยครั้ง จนเกิดเหตุการณ์ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต
การเคลื่อนย้ายช้างครั้งนี้ดำเนินการภายใต้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ
1. ปกป้องความปลอดภัยของประชาชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
2. อนุรักษ์ชีวิตช้างป่า โดยนำกลับสู่แหล่งอาหารธรรมชาติที่เหมาะสม
...
กรมอุทยานฯ ขอชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า การเคลื่อนย้ายช้างป่าในครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นคำสั่งที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หากกรมอุทยานฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องรับโทษทางอาญา
นอกจากนี้ การไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหายังหมายถึงการปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น กรมอุทยานฯ จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างป่า โดยยึดมั่นในหลักการทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และสวัสดิภาพของสัตว์ป่า
กรมอุทยานฯ ได้เตรียมการอย่างรอบคอบและใช้มาตรฐานสากลในการปฏิบัติการ ดังนี้
- จัดตั้งศูนย์บัญชาการบูรณาการหลายหน่วยงาน
- ใช้ทีมสัตวแพทย์และสัตวบาลที่มีความเชี่ยวชาญ
- คำนวณยาสลบตามน้ำหนักและสภาพร่างกายของช้างอย่างเหมาะสม
- ติดตามสัญญาณชีพตลอดกระบวนการ ทั้งอัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิร่างกาย
- จัดท่าทางช้างเพื่อลดแรงกดทับระบบทางเดินหายใจ
แม้จะมีการเตรียมการอย่างดี แต่ระหว่างการเดินทาง ช้างเกิดภาวะวิกฤตทางสรีรวิทยาอย่างกะทันหัน ทีมสัตวแพทย์ได้หยุดขบวนทันทีและดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รวมถึงการเปิดทางเดินหายใจ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด และการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถช่วยชีวิตช้างไว้ได้
จากการประเมินเบื้องต้น สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสำลักอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอผลการชันสูตรซากอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุที่แท้จริง
กรมอุทยานฯ มุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบ โดย
1. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบทุกขั้นตอนการปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ
2. ดำเนินการชันสูตรซากอย่างละเอียด ตรวจสอบระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงการตรวจทางพยาธิวิทยาและพิษวิทยา
3. ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติงาน ในการจับและเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า โดยเฉพาะในประเด็นการประเมินสุขภาพก่อนเคลื่อนย้าย การงดอาหาร และแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน
4. รายงานผลต่อสาธารณชน อย่างโปร่งใสเมื่อผลการสอบสวนแล้วเสร็จ
กรมอุทยานฯ ตระหนักว่าการจัดการปัญหาระหว่างมนุษย์กับช้างป่าเป็นความท้าทายที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด เราจะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปปรับปรุงแนวทางการทำงาน เพื่อให้สามารถดูแลทั้งความปลอดภัยของประชาชนและสวัสดิภาพของสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณความเข้าใจจากประชาชนทุกท่าน และขอยืนยันว่าจะดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักวิชาการและจริยธรรมในการอนุรักษ์สัตว์ป่าต่อไป.
ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช