หนุ่ม 28 ขับกระบะพุ่งชนต้นไม้ข้างทางสาหัส ตร.-กู้ภัย เร่งนำส่ง รพ. ผงะเจอกระสุนปืน ค. 4 ลูกตกรอบรถ ปะทัดยักษ์อีกนับสิบ ยังไม่ทราบที่มา คนขับสาหัสยังให้การไม่ได้
วันที่ 23 ม.ค. 69 พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อม พ.ต.ท.จักรพงศ์ ทาสุวรรณ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.ประโคนชัย และ ด.ต.วิฑิต เศลารักษ์ ผู้บังคับหมู่กองกำกับการสืบสวนภูธร จ.บุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าตรวจสอบรถยนต์กระบะยี่ห้อเชฟโลเลต สีเหลือง ทะเบียนสุรินทร์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง บนถนนสายโชคชัย-เดชอุดม ขาเข้าอำเภอประโคนชัย บริเวณบ้านบ่อดิน ต.ไพศาล อ.ประโคนชัย หลังได้รับแจ้งว่ารถกระบะคันดังกล่าวที่เกิดอุบัติเหตุชนต้นไม้ช่วงเวลา 05.20 น. (23 ม.ค.69 ) มีวัตถุระเบิดภายในรถด้วย
จากการตรวจสอบพบ กระสุนปืน ค. ขนาด 60 มิลลิเมตร 2 ลูก , ขนาด 81 มิลลิเมตร 1 ลูก และขนาด 100 มิลลิเมตร อีก 1 ลูก รวมทั้งหมด 4 ลูก ทั้งยังพบปะทัดยักษ์ซุกในห่อขนม อีกประมาณ 10 กว่าลูกด้วย เบื้องต้นยังไม่ทราบแหล่งที่มาของวัตถุระเบิดดังกล่าว
...
เนื่องจากคนขับ คือ นายกิตติศักดิ์ อายุ 28 ปี ชาว อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ที่ขับรถคันดังกล่าวมาคนเดียว ได้รับบาดเจ็บสาหัสรักษาตัวอยู่ที่ รพ. ยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ จึงยังไม่ทราบว่าระเบิดที่พบในรถได้มาจากไหน แล้วจะนำไปที่ใด
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุด EOD ได้ทำการเก็บกู้วัตถุระเบิดทั้ง 4 ลูก ส่งให้เจ้าหน้าที่กองสรรพาวุธตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ด.ต.วิฑิต เศลารักษ์ ผู้บังคับหมู่กองกำกับการสืบสวนภูธร จ.บุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ชุด EOD กล่าวว่า วัตถุระเบิดที่พบจากรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุ ประกอบด้วย กระสุนปืน ค. ขนาด 60 มิลลิเมตร 2 ลูก , ขนาด 81 มิลลิเมตร 1 ลูก และขนาด 100 มิลลิเมตร อีก 1 ลูก ทั้งหมด 4 ลูก สภาพค่อนข้างเก่า ซึ่งได้เก็บกู้นำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่กองสรรพาวุธสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นของฝั่งกัมพูชา แต่ก็ต้องรอผลตรวจพิสูจน์อีกครั้ง นอกจากนั้นยังพบปะทัดยักษ์ หรือระเบิดแรงต่ำ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป
ขณะที่ พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผู้กำกับการ สภ.ประโคนชัย ก็ได้ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนที่พบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะ ห้ามจับ ห้ามเคลื่อนย้าย และเว้นระยะห่างจากวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว แล้วให้รีบโทรแจ้ง 191 หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เข้าตรวจสอบทันที เพื่อความปลอดภัย.