อ.จตุรงค์ นักวิชาการศาสนา เผยปม "ทนายแก้ว" ยอมรับเคยโพสต์เรื่องไว้แล้วลบ เพราะหวั่นโดนฟ้อง ชี้มีการเจรจากัน 2 รอบแล้ว แต่ไม่ลงตัว ยันพ่อสาว 18 ไม่ได้เป็นคนเรียกเงิน

วันที่ 22 มกราคม 2568 ความคืบหน้ากรณี "ทนายแก้ว" ล่าสุดทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงรายละเอียดเรื่องดังกล่าว โดยว่า ตนเองรับทราบเรื่องภายหลังจากที่คุณหนุ่ม กรรชัย ได้รับข้อมูลจาก "เบ๊น อาปาเช่" เนื่องจากทนายความของพ่อเด็ก เป็นทนายความคนเดียวกับของตนเอง รวมถึงทนายของอาจารย์ตฤณ์ และทนายของเบ๊น อาปาเช่ ทำให้ตนเริ่มรับรู้ถึงประเด็นที่กำลังถูกพูดถึง

โดยในช่วงแรกตนได้โพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ก่อนจะลบออก เนื่องจากทนายแก้วโทรมาขอให้ลบ และตนเกรงว่าจะถูกดำเนินคดี และในขณะนั้นไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกถูกเพ่งเล็งและถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว

นายจตุรงค์ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งเป็นหนึ่งวันหลังจากที่คุณหนุ่ม กรรชัย รับทราบเรื่อง ตนต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นนักกฎหมาย ขณะที่ตนไม่ใช่ทนาย ยอมรับว่ารู้สึกเครียดอย่างมากจนอยากร้องไห้

โดยคุณหนุ่มและคุณเบ๊น อาปาเช่ รับทราบเรื่องตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม พร้อมกัน และสำหรับโพสต์ที่เคยโพสต์นั้น ตนเองยืนยันว่าเป็นเพียงการภาวนาให้เรื่องดังกล่าวเป็นแค่ข่าวลือ และไม่ได้เอ่ยชื่อว่าทนายคนใด เพียงระบุว่าเป็นทนายชื่อดังระดับประเทศ ก่อนที่ทนายแก้วจะโทรศัพท์มาชี้แจงด้วยตนเองว่าไม่ได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหา จึงมั่นใจว่าเรื่องที่ตนเองคาดคิดเอาไว้นั้นคงเป็นเรื่องจริง

อีกทั้งตนเองในฐานะคนกลางในการเจรจา ระหว่างทนายแก้วและพ่อเด็กผู้เสียหาย เห็นว่าข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน ซึ่งก็มีคนกลางเข้ามาช่วยพูดคุยรอบแรกเป็นคุณเเจ๊ส และคุณแจง (สามีภรรยานักแสดงและตลกชื่อดัง) ในช่วงก่อนปีใหม่ไม่รู้ว่าวันไหน แต่ทราบว่ามีการคุยกันไม่ลงตัว โดยสถานการณ์และการเจรจาในช่วงนั้น

...

ทำให้ต่อมารอบที่ 2 ตามจริงต้องเป็นคุณแจ๊ส และคุณแจง ที่ต้องมาเป็นคนกลางในการพูดคุยอีกครั้ง แต่ทั้งคู่ไปเที่ยวต่างประเทศ จึงเป็นตนในการจัดเจรจาในรอบนี้ที่ร้านกาแฟชื่อดังย่านวังหิน เมื่อวันที่ 16 มกราคม ช่วงเวลา 17.30–20.30 น. โดยมีตนเอง ทนายแก้ว พ่อเด็ก และทนายส่วนตัวพ่อเด็ก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการเจรจา ซึ่งในช่วงแรกดูเหมือนการเจรจาจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ท้ายที่สุดเกิดการโต้เถียงและแยกย้ายกันไปไม่ลงตัว

กรณีกระแสข่าวว่าฝั่งพ่อของเด็กเรียกร้องเงินค่าเสียหายนั้น นายจตุรงค์ ยืนยันว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะการเจรจามีคนกลางทั้งหมด 2 ชุด ส่วนตัวเลข 5,000,000 – 10,000,000 บาท ที่ถูกเผยแพร่ในเพจดัง ไม่ใช่จำนวนเงินที่ครอบครัวเด็กเรียกร้อง แต่เป็นตัวเลขที่คุณแจงในฐานะคนกลาง เป็นการเปรยพูดคุยกันในวงเจรจาเท่านั้น เพื่อเสนอไปยังทนายแก้วว่า "หากจ่ายในช่วงดังกล่าว เรื่องจะได้ยุติ แยกย้ายกันไปเพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีหลักฐานมาโต้แย้งกันตามข้อกฎหมาย ขณะที่ข้อเสนอจากฝั่งทนายแก้วอยู่ที่ 2,500,000 บาท"

อาจารย์จตุรงค์ บอกอีกว่า สิ่งที่พ่อของเด็กกระทำลงไป เกิดจากทั้งความรักและความแค้น เนื่องจากพ่อเด็กรักและศรัทธาทนายแก้วอย่างมาก ถึงขั้นทำทุกอย่างให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งตัดชุดสูทฟรีหลายตัว จำนวนหลายครั้ง สนับสนุนสูท และเสื้อผ้าอื่นๆ อีกหลายอย่างโดยไม่คิดตังค์แม้แต่บาทเดียว เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงสร้างความเครียดอย่างหนักให้กับทนายแก้ว

สำหรับข้อตกลงในการเจรจาครั้งล่าสุด นายจตุรงค์ ระบุว่า มีเงื่อนไขคือ "ทนายแก้วต้องงดออกสื่อโทรทัศน์ ขณะเดียวกันต้องหาเงินมาชดเชย" ซึ่งมองว่าเป็นกระบวนการกดดันทนายแก้ว อีกทั้งก่อนครบ 72 ชั่วโมงที่จะเกิดกระแสข่าวดราม่า ตนเองได้โทรศัพท์พูดคุยกับทนายแก้ว และตั้งคำถามว่าหากสามารถหาเงินมาได้ 5,000,000 บาท พ่อของเด็กจะยอมรับหรือไม่

เพราะพ่อของเด็กไม่ใช่คนจน เป็นคนมีฐานะ แต่เพียงต้องการทำให้ทนายแก้วถอนเงินในบัญชีตัวเอง หรือไปยืมเงินจากผู้อื่น เพื่อเป็นการกดดันทางจิตใจ ขณะเดียวกันช่วงที่ทนายแก้วยังปรากฏตัวในรายการต่าง ๆ เช่น เทปรายการโหนกระแสที่บันทึกไว้ล่วงหน้า หรือรายการสื่อออนไลน์บางแห่ง ก็ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก จนเกิดภาวะซึมเศร้าเช่นกัน

นายจตุรงค์ เปิดเผยว่า ตนได้โทรศัพท์ไปหาคุณหนุ่ม กรรชัย เพื่อแจ้งว่า หากต้องการให้การเจรจาจบลง ขอให้ทนายแก้วงดออกอากาศในรายการโหนกระแส เพื่อไม่ให้พ่อของเด็กรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้ พร้อมยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นการเจรจาโดยความยินยอมของทุกฝ่าย ไม่ใช่การตรวจสอบ

ในมุมของการต่อสู้คดี นายจตุรงค์ ระบุว่า หากตัดประเด็นเด็กหรือ ทนาย สถานะผู้ต้องหาออกไป กลยุทธ์ทางกฎหมายทั้งทนายแก้ว และทนายของพ่อเด็ก ย่อมแตกต่างกัน โดยจากการพูดคุย ทนายแก้วมีแนวทางต่อสู้ในประเด็น "อายุของเด็ก" ประเด็น "อายุความ และการยินยอม" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายฝ่ายพ่อเด็กต้องเตรียมรับมือให้ได้

นายจตุรงค์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทนายแก้วยังเป็นผู้ใหญ่ในสภาทนายความก็คงรู้สึกเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงลูกความของทนายแก้ว ที่อาจเกิดความกังวล เนื่องจากข้อเท็จจริงหลายประเด็นจากทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน ขณะนี้คดีขาดหลักฐานสำคัญ หากจำแนกฝั่งของพ่อเด็ก แชตดันถูกลบไม่มั่นใจว่ามีหลักฐานตัวนี้มาชี้ชัดหรือไม่ 

ขณะเดียวกันฝั่งของทนายแก้ว นั่งรถหรูกล้องวงจรปิดในรถก็ต้องมีเช่นเดียวกัน เพื่อมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ถึงขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดชัดเจนจากทั้ง 2 ฝ่าย 

ทำให้เหลือเพียงคำพูดของทั้งสองฝ่ายซึ่งขัดแย้งกัน หากมีหลักฐานชัดเจน เชื่อว่าทุกอย่างจะคลี่คลายได้ และสุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดก็จะไปจบที่ศาล ยืนยันว่าตนไม่ได้ปกป้องทนายแก้ว เพียงต้องการให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งโดยไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปถึงครอบครัว ร้านค้า หรือภาพลักษณ์ของผู้เสียหาย

...