สสส. ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดผลวิจัยสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าใน 19 จังหวัด พบกลุ่มเยาวชน ผู้หญิง และ LGBTQIA+ สูบบุหรี่ไฟฟ้าหนักกว่าผู้ชาย แฉพฤติกรรม "อคติชอบปัจจุบัน" เน้นสุขนิยม ทำนักสูบเมินภาระทางการเงินระยะยาว ชี้หากเลิกได้ตั้งแต่วัยรุ่นจะมีเงินออมเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยอมรับการคุมจำหน่ายออนไลน์ยังเป็นความท้าทาย เตรียมศึกษามาตรการภาษีเพิ่มราคาเพื่อสกัดนักสูบหน้าใหม่

แฉบุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ LGBTQIA+ สูบหนัก-จ่ายสูง 

จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างกว่า 5,000 ชุดทั่วประเทศ ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยถึงข้อมูลที่น่าสนใจว่า บุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็นทางเลือกหลักของกลุ่มประชากรใหม่ โดยในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-20 ปี มีสัดส่วนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 48.95 และในกลุ่มผู้หญิงสูงถึงร้อยละ 52.9

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเจาะลึกถึงกลุ่ม LGBTQIA+ ซึ่งพบว่ามีความนิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าเพศชายทั่วไป และมีการประเมินว่าตนเองมีความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด ทำให้ยอมรับความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากกว่ากลุ่มอื่น โดยปัจจัยหลักที่ดึงดูดไม่ใช่การเสพติดนิโคตินในระยะแรก แต่เป็นเรื่องของ "รสชาติ กลิ่น และภาพลักษณ์ที่ทันสมัย"

วิจัยชี้ "อคติชอบปัจจุบัน" ทำนักสูบไทยเมินเงินเก็บและสุขภาพระยะยาว 

ในมิติทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ผศ.ดร.วศิน ระบุว่านักสูบส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.4) ไม่เคยคำนวณยอดเงินรวมที่เสียไปกับการสูบบุหรี่ตลอดชีวิต ทำให้เกิดภาวะ “อคติชอบปัจจุบัน” (Present Bias) คือการให้ความสำคัญกับความสุขจากการสูบในวันนี้มากกว่าสุขภาพที่ดีหรือเงินออมในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ผศ.ดร.วศิน ได้คำนวณตัวเลขที่น่าตกใจว่าหากเยาวชนตัดสินใจเลิกบุหรี่ตั้งแต่อายุ 20 ปี จะส่งผลต่อฐานะทางการเงินอย่างมหาศาล

  • กลุ่มผู้ชาย: มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดที่ 925.56 บาท/เดือน
  • กลุ่ม LGBTQIA+: อยู่ที่ 847.70 บาท/เดือน
  • กลุ่มผู้หญิง: อยู่ที่ 697.09 บาท/เดือน

ดังนั้น หากกลุ่มนักสูบเปลี่ยนเงินที่ซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละประมาณ 800-2,000 บาท มาเป็นเงินออมต่อเนื่อง 30 ปี อาจมีเงินเก็บรวมผลตอบแทนสูงถึงกว่า 1.8 ล้านบาท

เมื่อความเครียดคือชนวนเหตุ และ "เพื่อน" คืออิทธิพลหลัก 

ผลวิจัยยังชี้ชัดว่า "สังคมเพื่อน" มีอิทธิพลต่อการเริ่มสูบสูงถึงร้อยละ 86.3 ขณะที่คนในครอบครัวมีอิทธิพลเพียงร้อยละ 46.1 สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าคือ "ประตูบานแรก" (Gateway) ที่นำเด็กไทยเข้าสู่วงจรการเสพติด โดยเฉพาะการเข้าถึงที่ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น LINE และ Facebook

"เราพบเด็ก ป.4 เริ่มทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว สาเหตุหลักของเยาวชนคือเรื่องความเครียด โดยเฉพาะจากการสอบและการวัดผลต่างๆ ขณะที่อิทธิพลจากเพื่อนมีสูงถึง 86% ซึ่งมากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก" ผศ.ดร.วศิน กล่าวเสริม

รัฐบาลยอมรับตลาดออนไลน์คุมยาก-เล็งศึกษามาตรการภาษี

ด้าน ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นความท้าทายหลักของรัฐบาล

"การควบคุมออนไลน์มันคือเกมแมวจับหนู เว็บไซต์ถูกปิดไปเขาก็เปิดใหม่ หรือเปลี่ยนคีย์เวิร์ดใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้หน่วยงานรัฐตามไม่ทัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความรู้เพื่อให้เยาวชนตัดสินใจเลิกด้วยตัวเอง ส่วนข้อเสนอเรื่องการขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มราคาสกัดนักสูบหน้าใหม่นั้น รัฐบาลรับไปศึกษาเพิ่มเติม เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบหลายหน่วยงาน" ดร.พรภัทร์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.วศิน และทีมวิจัย ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหา 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • มาตรการทางภาษี: เพื่อเพิ่มราคาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า สกัดกั้นกลุ่มเยาวชนที่มีความอ่อนไหวต่อราคา
  • ควบคุมตลาดออนไลน์: บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับแพลตฟอร์มที่จำหน่ายให้เด็กและเยาวชน
  • การสื่อสารระยะยาว: ปรับเปลี่ยนชุดข้อมูลจากการเน้นโทษปัจจุบัน เป็นการโชว์มูลค่าความสูญเสียทางการเงินในอนาคต
  • นวัตกรรมสะกิดพฤติกรรม (Nudge): ออกแบบนโยบายตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น สร้างค่านิยม "สูบ = ไม่เท่" ในกลุ่มวัยรุ่น และสร้างทางเลือกใหม่ในการคลายเครียดแทนการสูบ

ขณะที่ คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เน้นย้ำถึงการปรับกลยุทธ์การสื่อสารโดยใช้เยาวชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

"เราพยายามสร้างเยาวชนให้เป็น Change Agent หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงในกลุ่ม Gen Z ทั่วประเทศ และต้องสื่อสารให้เขาเห็นภาพว่า 'บุหรี่ไฟฟ้ามันร้ายกว่าที่คิด' โดยเปลี่ยนจากแค่บอกว่าอันตราย มาเป็นโชว์มูลค่าความสูญเสียทางการเงินในระยะยาวให้เขาเห็นชัดๆ"