"เอแบคโพล" เผย ผลวิจัยนโยบายรัฐบาลว่าด้วยการแก้ปัญหายาเสพติด พบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังย่ำอยู่กับที่ แนวโน้มมีแต่แย่ลง กลุ่มคนใช้แรงงานครองแชมป์ ทางแก้ต้องไม่เน้นปราบปรามเพียงอย่างเดียว...
วันที่ 30 ส.ค. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน เอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สถานการณ์ปัญหายาเสพติด ผลวิจัยประมาณจำนวนผู้ใช้ยาบ้าในประเทศ จำแนกตามกลุ่มอาชีพ และผลวิจัยเชิงคุณภาพต่อนโยบายรัฐบาลว่าด้วยการแก้ปัญหายาเสพติด กรณีศึกษาตัวอย่างเยาวชนและประชาชน อายุ 12–65 ปี ในพื้นที่ 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ชลบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ อำนาจเจริญ มหาสารคาม สกลนคร ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น พัทลุง ชุมพร และสงขลา
จากกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไป จำนวนทั้งสิ้น 48,354,601 คน ดำเนินโครงการระหว่างเดือนมีนาคม–สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยการเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น สุ่มจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน/หมู่บ้าน ครัวเรือน และเยาวชนและประชาชนที่ตอบแบบสอบถามในระดับครัวเรือน จำนวน 12,486 ครัวเรือน มีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า จากการประมาณการด้วยหลักสถิติวิจัยเชิงสำรวจพบว่า ในกลุ่มประชากรกว่า 48 ล้านคนทั่วประเทศ มีผู้เคยใช้ยาบ้าตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา 3.7 ล้านคน และผู้เคยใช้ยาบ้าในช่วง 1 ปีก่อนการสำรวจมีอยู่ประมาณเกือบ 3 ล้านคน จึงอาจกล่าวว่าประมาณร้อยละ 80 ของผู้เคยใช้ยาบ้าครั้งหนึ่งในชีวิตยังคงใช้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
เมื่อจำแนกตามอาชีพในกลุ่มผู้เคยใช้ยาบ้าตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา พบว่าเป็นกลุ่มรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป กลุ่มเกษตรกร ก่อสร้าง ขับรถ และรักษาความปลอดภัย จำนวนทั้งสิ้นกว่า 1.2 ล้านคน เคยใช้ยาบ้าตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา รองลงมาคือ กลุ่มคนว่างงาน กำลังหางานมีประมาณ 7.9 แสนคน ที่ใช้ยาบ้าตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และอันดับสามคือ กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐและลูกจ้างหน่วยงานรัฐมีอยู่ประมาณ 4.8 แสนคน อันดับสี่คือ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา มีอยู่ประมาณ 4.5 แสนคน กลุ่มอาชีพค้าขายและธุรกิจส่วนตัวมีอยู่ประมาณ 2.8 แสนคน กลุ่มรับจ้างที่ต้องใช้ความรู้นอกภาคการเกษตรมีประมาณ 2.1 แสนคน กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติงานมีอยู่ประมาณ 1.5 แสนคน และกลุ่มอาชีพอิสระมีอยู่ประมาณ 9 หมื่นกว่าคนที่ใช้ยาบ้าตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา
เมื่อวิเคราะห์กลุ่มผู้ใช้ยาบ้าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ จำนวนของผู้ใช้ยาบ้ากลับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นกล่าวคือยังคงมีผู้ใช้ยาบ้าอยู่ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ที่เคยใช้ตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และเมื่อจำแนกกลุ่มอาชีพแล้วพบว่า อันดับแรกที่ยังใช้ยาบ้าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาคือ กลุ่มรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป กลุ่มเกษตรกร ก่อสร้าง ขับรถ และรักษาความปลอดภัย มีอยู่ประมาณ 1 ล้านคนที่เคยใช้ยาบ้าตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา รองลงมาคือ กลุ่มคนว่างงาน กำลังหางานทำ มีอยู่กว่า 6.2 แสนคน อันดับสามยังคงเป็นกลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ มีอยู่ประมาณ 3.7 แสนคน และรองๆ ลงไปคือ กลุ่มนักเรียนนักศึกษากว่า 3.5 แสนคน กลุ่มค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว กว่า 2.2 แสนคน และกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่ยังคงใช้ยาบ้าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
ดร.นพดล กล่าวว่า เมื่อวิเคราะห์ผลโพลต่างๆ ที่สำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายรัฐบาลด้านแก้ปัญหายาเสพติดแล้วพบว่าได้รับความพึงพอใจในอันดับต้นๆ นั้น คณะวิจัยได้ทำวิจัยเชิงคุณภาพกับกลุ่มนักวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ถูกศึกษาระบุว่า ผลโพลล์ความพึงพอใจของประชาชนที่รัฐบาลได้รับจากการแก้ปัญหายาเสพติดนั้น มักจะเป็นข้อมูลแบบ Non-Attitude คือเป็นข้อมูลจากประชาชนที่ตอบออกมาจากสิ่งที่นึกได้อย่างเร็วๆ ไม่ได้ตรึกตรองอย่างลึกซึ้ง โดยมักจะเป็นคำตอบจากอิทธิพลของสื่อต่างๆ เป็นหลัก นั่นคือ ผลงานของรัฐบาล “หน้าจอ” แตกต่างไปจากสถานการณ์ปัญหายาเสพติด “หน้าบ้านในชุมชน” ของประชาชน และการตั้งคำถามในแบบสอบถามของโพล ทำให้คนตอบสิ่งที่รีบตอบเพื่อให้จบการสัมภาษณ์โดยเร็วมากกว่า
ดังนั้น จึงต้องตั้งคำถามที่ชี้สถานการณ์เพิ่มเติมในการสำรวจ เช่น ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน แหล่งมั่วสุมต่างๆ เป็นต้น และการสนทนากลุ่ม หรือสัมภาษณ์เจาะลึก ซึ่งผลวิจัยก็จะได้คำตอบในอีกลักษณะหนึ่ง
คณะวิจัยยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในเวลานี้ไม่ค่อยแตกต่างไปจากสถานการณ์ปัญหายาเสพติดก่อนที่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะประกาศสงครามยาเสพติด แต่ข้อมูลที่ค้นพบผู้ใช้ยาบ้าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานี้ ต้องไม่นำไปสู่การมีอคติแบบเหมารวมกับกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบที่ใช้ในหลายประเทศที่เรียกกันว่า Profiling แต่ผู้ถูกศึกษาส่วนใหญ่เสนอแนะว่าควรเน้นการแก้ปัญหายาเสพติดไปที่การบำบัดฟื้นฟูและการป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ถูกศึกษายังระบุว่า กลไกการทำงานเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการของรัฐบาลเกือบทุกชุดที่ผ่านมา ก็ดูจะด้อยกว่ายุครัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ อีกด้วย กล่าวคือ การทำงานมักจะไม่ได้บูรณาการกันอย่างแท้จริงระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็มีการตั้งกำแพงขึ้นมา โดยผู้ถูกศึกษาส่วนใหญ่ระบุว่า ยิ่งช่วงรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยิ่งมีปัญหาในการแก้ปัญหายาเสพติดมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังไม่สามารถมีนโยบายที่ดี แตกต่างไปจากช่วงยุครัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ อย่างมาก เพราะไม่ค่อยมีกลไกที่จูงใจข้าราชการผู้ปฏิบัติชั้นผู้น้อยในพื้นที่เท่าไหร่นัก
นอกจากนี้ ผู้ถูกศึกษาที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ระบุว่า กฎหมายที่มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกำลังเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด แต่ผู้ถูกศึกษาที่เป็นประชาชนทั่วไปกลับมองว่า กฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นกฎหมายที่ดี แต่รัฐบาลต้องหาแนวทางอื่นในการแก้ปัญหายาเสพติด เช่น จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพิ่มทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย แก้กฎหมายที่อำนวยต่อการสืบสวนสอบสวน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการจัดทำฐานข้อมูลติดตามเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้กฎหมายสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของรัฐบาลอีกต่อไป เพราะมีหลักฐานชี้ชัดต่อกลุ่มผู้ต้องสงสัย และน่าจะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นไม่เกิดกรณีฆ่าตัดตอนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ก็ไม่ค่อยมีการชุมนุมประท้วงทางการเมืองเหมือนในอดีต แต่ทำไมปัญหายาเสพติดจึงมากขนาดนี้ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะอ้างว่าต้องจัดสรรกำลังไปดูแลม็อบอีกไม่ได้แล้ว ฝ่ายกำหนดนโยบายจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่ “ชุมชน” การระดมกำลังสแกน หรือทำเอกซเรย์พื้นที่การแพร่ระบาดและพื้นที่เสี่ยงอย่างครอบคลุม เพื่อเข้าถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดที่ใกล้ตัวประชาชนได้อย่างแท้จริง และใช้ “ยาแรง” และการปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณ และส่งเสริมขวัญกำลังใจให้คนที่ทำงานแก้ปัญหายาเสพติดได้มีโอกาสเติบโตก้าวหน้าในสายงานของตนเองอย่างมั่นคง” ผู้ถูกศึกษาจำนวนหนึ่งกล่าวในทิศทางเดียวกัน
ที่น่าเป็นห่วงคือ การสัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มผู้ป่วย กลุ่มผู้ปกครองของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับสารตั้งต้นยาบ้าและส่งผลต่อการจำหน่ายยาในโรงพยาบาลที่มีสารซูโดอีเฟดีน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบนโยบายของรัฐบาล เพราะกระทบต่อยารักษาโรคภูมิแพ้และโรคระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยและไม่ทำความเข้าใจให้ผู้ป่วยทราบทางเลือกในการใช้ยารักษาโรคอย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทราบอย่างกว้างขวาง
ผอ.เอแบคโพล กล่าวว่า ข้อมูลผลวิจัยสถานการณ์ปัญหายาเสพติดชี้ให้เห็นว่า ยาเสพติดกลับคืนมาสู่สังคมไทยอย่างเต็มที่แล้ว และจำนวนผู้เสพยาบ้าในช่วง 1 ปี ก็เพิ่มจำนวนเข้าใกล้จำนวนคนที่เคยใช้ตลอดประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา อาจชี้ให้เห็นว่า มาตราการปราบปรามและการบำบัดรักษากำลังประสบความล้มเหลว เนื่องจากมีตัวตายตัวแทนในขบวนการค้ายาและการบำบัดรักษาที่ขาดระบบติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไม่มีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อเปิดโอกาสให้ขบวนการค้ายาเสพติดมีอาชีพสุจริตและเป็นที่ยอมรับของสังคม
“ข้อเสนอแนะคือ รัฐบาลต้องตัดสินใจแต่งตั้งคณะบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านการแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรในทุกมิติทั้งในด้านการปราบปราม การป้องกัน การบำบัดรักษา และการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแท้จริง ไม่มุ่งเน้นไปเพียงการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามอย่างเดียว เพราะการมีตัวตายตัวแทนของขบวนการค้ายาเสพติด อาจนำไปสู่สภาวะสงครามยาเสพติดที่ยืดเยื้อ ไม่มีวันจบสิ้น เปิดช่องให้มีการใช้งบประมาณเพื่อการปราบหวังคะแนนนิยมเพียงอย่างเดียว แต่สถานการณ์ปัญหายาเสพติดบนความทุกข์ของประชาชนยังคงมีอยู่ เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสังคมและเกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมภ์ การทุจริตคอรัปชัน สภาพเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ดังนั้น จึงต้องการคนที่มีมุมมองในทุกมิติและเอาจริงเอาจังในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างระบบฐานข้อมูลติดตามกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดทั้งผู้เสพ ผู้ค้าและผู้ผลิตอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นเวลาหลายๆ ปี ไม่ใช่มีระบบติดตามเพียงไม่กี่เดือนกี่ปีอย่างที่มีอยู่ในทุกวันนี้ จึงหวังว่าถ้ามีการปรับคณะรัฐมนตรีและการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐ นายกรัฐมนตรีน่าจะมีคณะบุคคลที่รับผิดชอบด้านแก้ปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจรที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ดร.นพดล กล่าว.
...