ศรีสะเกษ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ โต้ไม่เป็นความจริง ปม กัมพูชา ซื้อเกลือไทย 2.8 พันตัน ให้ทหารเขมรดำรงชีพในป่าตามแนวชายแดน แจงเป็นภาพรวมทั้งเดือนพฤษภาคม 68 ตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา วอนอย่าปล่อยข่าวให้ชาวบ้านแตกตื่น จนเป็นปัญหาระหว่างประเทศอีก
จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าชาวกัมพูชาแห่มาซื้อเกลือที่ฝั่งไทย ทางด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมาซื้อไปกว่า 2,800 ตัน เพื่อเอาไปให้ทหารกัมพูชาดำรงชีวิตในป่า
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่ออกข่าวไปว่ามีการส่งออกเกลือถึง 2,800 กว่าตัน ให้กับทางกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง ข่าวที่นำเสนอไปนั้นเป็นภาพรวมทั้งเดือนพฤษภาคม 68 ไม่ใช่เป็นวันเดียว ซึ่งภาพรวมปกติ ไม่ได้มีการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด เป็นการส่งออกทุกเดือนตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องชายแดน จนถึงวันนี้ ยังคงมียอดส่งออกปกติ ไม่ได้มียอดกระโดดสูงหรือมีปริมาณส่งออกมากจนผิดปกติ
โดยสิ่งของที่ส่งออกตอนนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค เช่น น้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง เกลือ ซึ่งภาพข่าวที่ออกไปนั้น เป็นภาพเมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.68) จริง ตนก็อยู่ในวันนั้น ซึ่งเป็นภาพรายงานในแต่ละวัน ไม่รู้ว่าผู้สื่อข่าวนำมาจากแหล่งไหน โดยการส่งออกเกลือในวันนั้น มีไม่กี่กิโลกรัมเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการส่งออกในรอบวัน มีเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น และเป็นการซื้อขายส่งออกระหว่างภาคเอกชนตามปกติ ไม่ใช่ของทหารมาซื้อ หรือใครมาซื้อไปให้ทหารแต่อย่างใด เพราะจริงๆ แล้วห่างออกไปจากด่านถาวรช่องสะงำ ไม่ไกล จะมีตลาดขนาดใหญ่ คือ ตลาดอลเวง ฝั่งกัมพูชา ที่เป็นตลาดรองรับสินค้าจากประเทศไทย
...
นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ กล่าวต่อไปว่า ส่วนบรรยากาศภาพรวมหน้าด่าน รวมถึงการส่งออกที่หน้าด่าน ตอนนี้ยังคงสงบสุขดี ยังมีการเปิดด่าน และมีการส่งออกสินค้าตามปกติ แต่ปริมาณคนเข้าออกระหว่างประเทศนั้น ลดลงกว่าปกติถึง 30-40% เนื่องจากมีความกังวลถ้าผ่านด่านเข้ามาแล้วอาจจะมีการปิดด่านกะทันหัน จนไม่สามารถกลับไปยังประเทศไม่ได้
ส่วนกำลังทหาร ณ ตอนนี้ที่หน้าด่านพรมแดน ยังไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปในหน้าด่านแต่อย่างใด เพราะตนคิดว่าทางทหารก็อยากจะทำให้ทางหน้าด่านดูสงบปกติ ส่วนแนวโน้มเรื่องการปิดด่านตอนนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งแจ้งให้ปิดด่านแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากสื่อมวลชนหรือท่านใด อยากจะทราบข้อเท็จจริง หรือนำไปเสนอข่าวให้สอบถามข้อมูลหรือข้อเท็จจริงก่อน สามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์สายตรงมาสอบถามกับนายด่านศุลกากรได้ทุกเมื่อ เพราะการที่เอาข้อมูลหรือภาพไปนำเสนอที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่ออกไปอาจจะทำให้พี่น้องประชาชน เกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิดได้ และจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่และประเทศไทยได้