สื่อทุกสำนักกำลังจับจ้องไปที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อการถล่มลงของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งครบกำหนด 1 เดือนมาแล้ว  แต่เอาจริงๆยัง ไม่มีอะไรที่จับต้องในแบบเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะกับการเอาผิดกับผู้บริหารของ สตง.

ถึงจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเบอร์ใหญ่ๆของประเทศออกมาช่วยให้ความเห็นทางวิชาการ และความเป็นไปได้ที่ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

เริ่มตั้งแต่วัสดุประเภทเหล็กเส้น มาจากโรงงานผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กระทั่งถูก รมว.กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปิดมาแล้ว แต่ยังพบเหล็กเส้นจากโรงงานแห่งนี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่การถล่มลงของอาคาร สตง. ที่เรียกกันตามหลักวิชาการว่า เป็นการถล่มลงในแบบขนมชั้น

ขณะที่เมื่อเอาแบบแปลนมาดูยังพบว่า มีการดัดแปลงปล่องลิฟต์ซึ่งน่าจะเป็นกระดูกสันหลังของอาคาร โดยการลดขนาดลงจากแบบเพื่อเพิ่มช่องทางเดินและการตกแต่งให้ดูโอ่อ่าโอ่โถงมากขึ้น

จนเป็นเหตุให้อาคารแห่งนี้เกิดลั่นขึ้นตั้งแต่ชั้นบนและทับกันลงมาเป็นชั้นๆในขณะที่เสารับน้ำหนักด้านล่างสุดหักกลางลงเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่เมืองมัณฑะเลย์ของเมียนมา

โดยคลื่นพลังงานวิ่งผ่านจังหวัดต่างๆตั้งแต่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เข้ามาจนถึงกรุงเทพมหานครซึ่งมีเพียงอาคารสูง 30 ชั้นเพียงแห่งเดียวของ สตง.ที่ได้ชื่อว่า ไกลจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดหรือกว่า 1,200 กิโลเมตร ที่เกิดการถล่มลงทั้งอาคาร

ยังมีคำถามให้คิดเกี่ยวกับข้อที่ว่า ทำไมจึงมีเหล็กเส้นระเกะระกะมากมาย ที่เป็นอุปสรรคหนักหนาในการเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยในอาคารที่ถล่มลง สำคัญคือแล้วทำไมเหล็กเหล่านั้น ไม่ติดกับแผ่นซีเมนต์ หรือมีแผ่นซีเมนต์ขนาดใหญ่ร่วงลงมาทั้งแผ่นขนาดนั้น

...

หลายคนตั้งข้อสันนิษฐานที่จับความได้จากคนงานว่า อาคารยังไม่เซตตัวหรือปูนยังไม่ทันแห้งก็มีการนำขึ้นไปด้านบนแล้ว กรณีนี้ก็จะต้องมีการตรวจสอบกันให้ชัดว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

การเข้าจับกุมตัวบริษัทนอมินีจีน ซึ่งมีคนจีนถือหุ้นอยู่ 49% นอกนั้นเป็นคนไทยรายเล็กๆ อีก 3-4 คน ก็เพิ่งจะมาจับกันตอนที่ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ทุบโต๊ะแสดงความไม่พอใจที่ผลการสอบสวนไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา ซ้ำยังจับกุมผู้เกี่ยวข้องใดๆไม่ได้

ส่วนการเข้าไปเปิดตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นที่ทำการชั่วคราวของบริษัทร่วมค้าของไอทีดี กับไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เพื่อยึดเอกสารจำนวนมากก็เพิ่งจะดำเนินการกัน เมื่อวันจันทร์ ที่ผ่านมานี้เอง

ในกระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ เอาว่าตั้งแต่ที่ ผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ร.ศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ  กทม. กับทีมงานกู้ภัยต่างๆ รวมถึงที่ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยน่ะ

ไม่มีใครได้เจอหน้า ผู้ว่าการ สตง.หรือ ผู้บริหาร สตง.เลย กว่าพวกเขาจะกล้าหาญพอจะเผยตัวตนออกมา เวลาก็ผ่านเลยมาจนไม่น่าจะมีผู้ประสบภัยใต้ซากอาคารรอดชีวิตแล้ว แม้ว่าเขาจะบอกว่าเขาไปดูที่หน้างานตลอดก็ตาม

สำหรับการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากซากอาคาร สตง. ซึ่งขณะถล่มลงมีคนงานอยู่ 103 คน พบผู้เสียชีวิต 60 คน ในจำนวนนี้พบชิ้นส่วนมนุษย์ 155-185 ชิ้นส่วนที่ต้องส่งตรวจอัตลักษณ์ บาดเจ็บ 9 คน และยังหาไม่พบอีก 34 ราย

ถึงเวลาที่ต้องเอาคนผิดออกมาให้ได้เสียทีแล้ว.


มิสไฟน์

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม