จเรตำรวจฯยืนยัน 119 คนไทยที่รับตัวมาจากปอยเปต กัมพูชา มีเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 100 คน ทำงานหลอกลวงสารพัด ทั้งหลอกลงทุนเทรดหุ้นโรแมนซ์สแกม เว็บพนันออนไลน์ รวมถึงหลอกเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า-กรมที่ดิน ฝากขัง 93 คนค้านประกันนอนคุก รอรวบรวมหลักฐานมัดตัวอีก 15 คน พร้อมขยายผลถึง 3 บอสจีนที่ออกหมายจับแล้ว 2 ราย ยังหนีอีก 1 ลั่นจะกวาดล้างให้สิ้นซากคนไทยขายชาติร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกันทางการจีนเตรียมอีก 19 เที่ยวบินรับพลเมืองกลับประเทศอีก 1.4 พันคน ช่วง 6-9 มี.ค.นี้ หลังสอบสวนร่วมกับเมียนมาแล้วกว่า 3 พันคน ก่อนหน้าเพิ่งส่งชาวอินโดฯผ่านทางสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 กลับประเทศ 84 ราย
ความคืบหน้าการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีฐานที่ตั้งในประเทศเพื่อนบ้าน ริมแนวชายแดนไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงสายวันที่ 5 มี.ค.ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. และคณะ ร่วมแถลงผลคดีที่คนไทยถูกจับกุมโดยตำรวจกัมพูชาในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยีที่ประเทศกัมพูชาแล้วส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มี.ค.จำนวนทั้งสิ้น 119 คน และหลังจากทั้งหมดเข้าสู่กระบวน การคัดกรองคัดแยกเหยื่อโดยสหวิชาชีพและการสืบสวนขยายผลของตำรวจพบว่ามี 100 คนที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชน 4 คน ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับทั้ง 100 คน และขยายผลไปยังหัวหน้าแก๊งชาวจีนอีก 2 คน ในข้อหา “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ตามคำร้องขอของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568
พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวว่า จากการคัดแยกกลุ่มตามสถานที่ที่บุคคลเหล่านี้ไปทำงานในกัมพูชา พบว่าคนไทยทำงานที่ตึกพลูตาสวน สามารถออกหมายจับได้ 100 ราย ในการหลอกลงทุนเทรดหุ้น โรแมนซ์สแกม เว็บพนันออนไลน์ การหลอกเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าและกรมที่ดิน ส่วนอาคาร K2 พบคนไทย 15 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป ส่วนการขยายผลหาตัวบอสชาวจีนที่พบ 3 ราย เป็นระดับบอสมีหน้าที่สั่งการและกำหนดการจ่ายเงิน รวมถึงกำกับดูแลแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ เบื้องต้นมีการสเกตช์ภาพจากคำให้การของผู้ต้องหา จนออกหมายจับได้ 2 ราย ส่วนอีก 1 ราย อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานขอออกหมายจับ หลังจากนี้จะร่วมมือกับทางการจีนขยายผลบุคคลทั้ง 3 ราย แต่เบื้องต้นยังไม่พบประวัติหรือหมายจับของตำรวจสากลแต่อย่างใด
พล.ต.อ.ธัชชัยกล่าวอีกว่า ขอขอบคุณนายก รัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถดำเนินคดีในข้อหาหนักกับคนไทยที่ไปร่วมกับชาวต่างชาติตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกคนไทยในประเทศกัมพูชา ที่มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี จากนี้ไปจะไม่มีกลุ่มคนไทยขายชาติใช้ช่องทางการตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์เพื่อหลบหนีการกระทำความผิดอีกต่อไป และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาตัวคนไทยขายชาติเหล่านี้มาลงโทษในประเทศไทยในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดอื่นทุกข้อหาที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุดทุกคน ต่อจากนี้ถ้ามีโทรศัพท์หรือข้อความจากกลุ่มคนไทยขายชาติพยายามมาหลอกลวงท่าน ให้ช่วยบอกคนไทยขายชาติเหล่านั้นระวังตัวให้ดี ตำรวจจะไปเอาตัวมาลงโทษอย่างสาสมเหมือนอย่างเช่นคดีคนไทย 119 คนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการยุทธการระเบิดสะพานโจรอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการทำลาย 3 เสาหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ สัญญาณโทรศัพท์เน็ต บัญชีธนาคาร และคนที่กระทำความผิด คนไทยขายชาติจะถูกดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติและความผิดที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ จเรตำรวจฯยังกล่าวถึงการปฏิบัติ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา รวมถึงมาตรการตัดไฟ ตัดน้ำมัน ตัดเน็ต ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้สถิติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และจากการตรวจสอบกลุ่มที่เป็นเหยื่อขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.-26 ก.พ. พบว่าการเดินทางไปฝั่งเมียวดีไม่มีการใช้กำลังประทุษร้าย และทุกคนสมัครใจในการเดินทางไปทำงานเอง
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในช่วงสายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหาคนไทย 93 คน ที่ถูกจับกุมในตึกพลูตาสวน เมืองปอยเปต เป็นผู้ต้องหาในขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ที่ทางการกัมพูชาได้ส่งตัวกลับมาให้ทางการไทย ไปฝากขังที่ศาลอาญา มีเจ้าหน้าที่กว่า 20 นาย ทยอยนำตัวลงจากอาคาร บช.สอท. นำขึ้นรถบัสและรถห้องขังเดินทางไปฝากขัง มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันไปกับขบวนรถอย่างเข้มงวด
ต่อมาในช่วงเย็น มีรายงานจากศาลอาญาภายหลังตำรวจ สอท.นำตัว 93 คนไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา มาขออำนาจศาลฝากขัง หลังจากมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาใกล้จะครบ 48 ชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่เสร็จ ต้องรอสอบปากคำอีก 10 ปาก รอผลตรวจของกลางและลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งหมด จึงขออำนาจศาลฝากขัง มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 5-16 มี.ค.2568 พร้อมขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากและประชาชนให้ความสนใจ หากได้รับการปล่อยตัวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวนแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้ แม้ภายหลังญาติได้ยื่นหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน โดยศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแล้วเห็นว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง พฤติกรรมของผู้ต้องหาแบ่งหน้าที่กันทำเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มูลค่าความเสียหายสูง เป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงยกคำร้อง จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปแยกฝากขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป
...
ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการครบรอบ 1 เดือน มาตรการตัดไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ตไปยังเมียนมา เพื่อจัดการขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ว่าขณะนี้ สมช.กำลังประเมินอยู่และยังติดตามกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผลยังไม่ออก จึงยังไม่มีการขยายมาตรการอะไร โดยขอประเมินให้ชัดอีกครั้งหนึ่งก่อน แต่ภาพรวมถือว่าเห็นผล ส่วนปัญหาการข้ามแดนมาเติมน้ำมันในฝั่งไทยนั้น ทางหน่วยงานได้ติดตามกันอยู่เช่นกัน หากผิดเงื่อนไขต้องว่ากันไปตามกฎหมายและมาตรการที่ออกไป ซึ่งอาจส่งผลต่อวิถีชาวบ้านส่วนหนึ่ง อย่างการเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์ แต่มีการอนุโลมกัน
ด้าน พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทสส.ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (บอร์ด ปชด.) กล่าวถึงผลการประชุมนัดแรก ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อช่วงสายวันเดียวกันว่า ในวันที่ 6-9 มี.ค.นี้ ทางการจีนจะส่งเครื่องบินมารับเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผ่านชายแดนไทยที่ จ.ตาก ซึ่งไทยจะประสานงานตั้งแต่รับตัวจากฝั่งเมียนมา จนเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไทย และส่งตัวขึ้นเครื่องบิน ส่วนการประเมินมาตรการตัดไฟ ตัดน้ำมันเมียนมาได้ผลมากน้อยเพียงใดนั้น มอบให้ กสทช.ดูเรื่องอินเตอร์เน็ตว่ายังมีการใช้อินเตอร์เน็ตจากฝั่งไทยอีกหรือไม่ ส่วนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ตามที่เมียนมาขอผ่านทางที่ประชุมไตรภาคีกรณีโรงพยาบาล คณะกรรมการจะพิจารณาแล้วส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังรัฐบาลว่าจะอนุมัติหรือไม่
พล.อ.ทรงวิทย์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนล่าสุดที่น่าห่วงว่าจะมีการลักลอบข้ามแดน หลังเมียนมาแบกรับภาระในการดูแลเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 7,000 คน ไม่ไหวว่า ขณะนี้ได้ตรึงกำลังไว้อย่างดี และให้ ผบ.ทบ.สั่งการให้กองกำลังป้องกันแนวชายแดน เจรจากองกำลังที่ควบคุมเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้อยู่ในพื้นที่ ในขณะนี้การสอบสวนทางฝั่งเมียนมาร่วมกับจีนทำไปแล้วกว่า 3,000 คน และพร้อมที่จะส่งกลับช่วงวันที่ 6-9 มี.ค.นี้ ประมาณ 1,400 คน พร้อมกันนี้ ตนได้ขอให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เป็นเสาหลักในการทำขั้นตอนการเนรเทศ ไทยรับได้จำนวนกี่คนต่อวัน ต้องเป็นข้อมูลจริงที่มีนำไปพูดคุยกับต่างชาติว่าจะไม่สามารถเร่งรัดขั้นตอนได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย หากเร่งรัด เจ้าหน้าที่อาจเข้าข่ายมาตรา 157 ได้
...
ส่วนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง BGF ร่วมปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เฉพาะพื้นที่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ทั้งในพื้นที่เมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ ตอนเหนือของเมียวดี เคเคปาร์ค-หวันหย่า-ตงตง ทางใต้เมืองเมียวดี สามารถช่วยเหลือเหยื่อและรอส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 7,000 คน ล่าสุดหน่วยทหารเฉพาะกิจราชมนูเปิดเผยว่า ทางการจีนเตรียมจัดเครื่องบิน 19 เที่ยวบิน มารับตัวบุคคลสัญชาติจีนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และถูกควบคุมตัวอยู่ในเมียวดี กลับประเทศเพื่อสอบสวนเพิ่มเติมอีก 1,439 คน ในช่วงวันที่ 6-9 มี.ค.นี้ โดยชาวต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวภายใต้มาตรการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์-แก๊งอาชญากรรมออนไลน์ ทุนเทาเมียวดี มีทั้งหมด 28 สัญชาติ มากสุดเป็นสัญชาติจีน จำนวน 4,860 คน ตามด้วยเวียดนาม 572 คน อินเดีย 526 คน เอธิโอเปีย 430 คน อินโดนีเซีย 283 คน ฟิลิปปินส์ 127 คน มาเลเซีย 70 คน ปากีสถาน 78 คน เคนยา 64 คน ไต้หวัน 25 คน เนปาล 17 คน แอฟริกาใต้ 17 คน ยูกันดา 13 คน แอฟริกา 9 คน ศรีลังกา 8 คน อุซเบกิสถาน 8 คน ไนจีเรีย 7 คน กานา แคเมอรูน และบังกลาเทศ ประเทศละ 6 คน นามีเบีย และรวันดาประเทศละ 4 คน ตูนีเซีย 3 คน เชก 2 คน ลาว โรมาเนีย แอลจีเรีย และสิงคโปร์ ประเทศละ 1 คน
สำหรับการมารับตัวชาวจีนกลับ ทางการจีนใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำเดินทางมาเมืองหนานจิง ประเทศจีน ลงจอดที่สนามบินนานาชาติแม่สอด จ.ตาก แล้วบินกลับจีนทันที และเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ทางการเมียนมาและกองกำลัง BGF ได้ส่งชาวอินโดนีเซียที่ถูกคุมตัวอยู่ในพื้นที่เมือง สแกมเมอร์กลับประเทศ จำนวน 84 คน เป็นชาย 70 คน หญิง 14 คน เดินทางด้วยรถบัส 2 คัน ผ่านทางสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 จากฝั่งเมียวดี มาที่ อ.แม่สอด เพื่อเข้าสู่การคัดกรอง NRM แบบย่อ ตามกลไกส่งตัวระดับชาติ ก่อนส่งกลับประเทศต้นทางแล้วเช่นกัน
...
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 มี.ค. ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ด่าน ตม. อรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เจ้าหน้าที่ ตม.สามารถจับกุมชาวจีนชื่อ นายหวาง มู่หรง (MR.WANG MURONG) อายุ 39 ปี เดินทางมาจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ถือพาสปอร์ตประเทศไต้หวันมายื่นแสดงเพื่อประทับตราพาสปอร์ตเข้าประเทศไทย แต่เนื่องจากพาสปอร์ตมีพิรุธ เจ้าหน้าที่ได้นำพาสปอร์ตไปตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าเป็นพาสปอร์ตปลอม จึงควบคุมตัวนายหวาง มู่หรง มาสอบสวนที่ห้องสืบสวน ด่าน ตม.อรัญประเทศ นายหวาง มู่หรง รับสารภาพว่าเป็นชาวจีน เดินทางมาจากประเทศจีน มาอยู่ที่กัมพูชาแล้วต้องการเดินทางเข้าไทย ได้ติดต่อชาวจีนในกัมพูชาทำพาสปอร์ตประเทศไต้หวันปลอมมาให้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายหวาง มู่หรง ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก ดำเนินคดีข้อหา “ปลอมและใช้หรือมีไว้เพื่อใช้หนังสือเดินทางปลอม” และให้สอบสวนเชิงลึกเพื่อขยายผลเนื่องจากหวั่นว่านายหวาง มู่หรง อาจเป็นบอสแก๊งคอลฯชาวจีนในกัมพูชาที่หลบหนี การกวาดล้างแก๊งคอลฯของรัฐบาลกัมพูชา แล้วใช้พาสปอร์ตปลอมเดินทางหนีเข้าไทย
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่