หนุ่มมอบตัว หลังลงมือเผาบ้านเจ้าหนี้เงินกู้ มูลค่าความเสียหายนับ 1 ล้านบาท ใน จ.ลพบุรี คาดแค้นแทนแม่ พบมีประวัติป่วยจิตเวช

จากเหตุการณ์เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้วอดทั้งหลัง รถดับเพลิงกว่า 10 คัน ระดมสกัดต้นเพลิงไม่ให้ลุกลามติดบ้านข้างเคียง เจ้าของบ้านมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ลูกชายปล่อยเงินกู้กินดอก คาดถูกวางเพลิงจากลูกค้า ล่าสุดแม่มือเผานำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้การรับสารภาพแค้นแทนแม่ที่ถูกทำร้าย

วันที่ 13 มกราคม 2568 มีรายงานว่า จากกรณีตำรวจศูนย์วิทยุ 191 ลพบุรี ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 8 ต.งิ้วราย อ.เมืองลพบุรี จึงได้แจ้งไปยัง ร.ต.อ.ยุทธกานต์ วังสาร รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านกุ่ม ต.บ้านกุ่ม อ.เมือง จ.ลพบุรี เร่งรัดเวลาตรวจสอบ พร้อมทั้งได้ประสานรถน้ำและรถดับเพลิงจากพื้นที่และใกล้เคียงกว่า 10 คันรุดเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ นอกจากนี้ยังได้ประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทำการตัดกระแสไฟฟ้าป้องกันอันตรายและเหตุซ้ำซ้อน โดยมีนายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี เดินทางมาอำนวยการดับเพลิงด้วยตนเอง

...

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นทางเข้าเป็นทางแคบเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสกัดเพลิง โดยพบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง ประกอบกับมีลมมาเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ได้เร่งระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลามติดบ้านข้างเคียง โดยใช้เวลาในการดับเพลิงประมาณ 30 นาที เพลิงจึงสงบ แต่ก็ส่งผลให้บ้านถูกไฟไหม้วอดไปทั้งหลัง ในเบื้องต้นพบว่าทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหายทั้งหมด มีรถจักรยานยนต์ที่จอดในบ้านถูกไฟไหม้ไปจำนวน 3 คัน

จากการสอบถาม นางปรุง พูลอ่อน อายุ 62 ปี เจ้าของบ้าน เปิดเผยด้วยความตื่นเต้นว่าในช่วงที่เกิดเหตุ ตนกับสามีได้ขับรถกระบะออกจากบ้านเพื่อจะไปโรงพยาบาล โดยมีน้องสาวอยู่ที่ภายในบ้านเพียงคนเดียว ประมาณ 10 นาทีก็ได้รับโทรศัพท์ว่าบ้านไฟไหม้จึงได้วกกลับพบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้แล้วที่ชั้นล่าง ไม่สามารถที่จะเข้าไปเก็บสิ่งของมีค่าในบ้านออกมาได้แม้แต่ชิ้นเดียว

นางปรุงเล่าให้กับเจ้าหน้าที่ และกระซิบบอกนักข่าวว่ามีเพื่อนบ้านเห็นว่ามีคนขับรถจักรยานยนต์เข้ามาที่บ้าน เอาน้ำมันไปสาดใส่รถจักรยานยนต์ที่จอดในบ้านแล้วจุดไฟเผา ก่อนเพลิงลุกพรึบอย่างรวดเร็ว ส่วนสาเหตุคาดว่าสาเหตุการถูกวางเพลิงครั้งนี้อาจมาจากความแค้นของลูกค้าเงินกู้ที่ลูกชายปล่อยกินดอกเบี้ย อาจจะถูกทวงถามจนเกิดความแค้นรำคาญ น่าจะเกิดจากการถูกวางเพลิง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในเบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ที่ 1 ล้านบาท

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางเพลิน อายุ 54 ปี ได้พานายบอล อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายเข้ามอบตัวกับ พ.ต.ท.สุวิทย์ หริรักษ์ สารวัตรสถานีตำรวจ สภ.บ้านกุ่ม อ.เมือง ลพบุรี กรณีเหตุการณ์ลูกชายไปเผาบ้านของนางปรุง พูลอ่อน อายุ 62 ปี จนวอดทั้งหลังมูลค่าความเสียหายนับล้านบาท

โดยทางแม่ได้เกลี้ยกล่อมให้มอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ซึ่งลูกชายก็ให้การรับสารภาพกับตน รวมถึงรับสารภาพกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวนายบอล ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 2 จุด จุดแรกที่บ้านเกิดเหตุ และบ้านผู้ต้องหาเพื่อหาพยานหลักฐานก่อนรีบนำตัวกลับ สภ.เกรงจะถูกครอบครัวและญาติผู้เสียหายประชาทัณฑ์

นางเพลินผู้เป็นแม่ เล่าว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 มกราคม 2568 ตนเองขณะเดินช่วยผู้สมัคร สจ.หาเสียง ได้ถูกนางปรุง พูลอ่อน ทำร้ายร่างกายตบตีได้รับบาดเจ็บ สาเหตุเข้าใจผิดคิดว่าตนไปพูดถึงเรื่องอดีตสามีของนางปรุง ซึ่งตนเองได้เข้าแจ้งความเรื่องถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเช้าวันที่ 12 มกราคม 2568 โดยไม่ได้บอกลูกชาย เพราะว่าเขารักแม่ และเป็นจิตเวช เคยเข้ารับการรักษาอาการนานหลายปี แต่ไม่รู้ว่าลูกชายไปทราบเรื่องได้อย่างไร มาถามแม่ว่าถูกนางปรุงทำร้ายเหรอ ตนเองปฏิเสธไปว่ารถจักรยานล้มเอง ไม่มีใครทำร้าย

...

จนช่วงบ่ายทราบว่าไฟไหม้บ้านนางปรุง ซึ่งไม่คิดว่าเป็นลูกตนเองที่เป็นผู้ลงมือเผา และก็ทราบมาว่าหลานชายเคยกู้เงินลูกชายนางปรุงด้วยเช่นกัน ไม่ทราบจำนวนเงิน และการติดตามทวงถาม แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นชนวนเหตุความแค้นครั้งนี้ด้วยหรือไม่

ด้านนางปรุง พูลอ่อน เจ้าของบ้าน เปิดเผยว่า ได้ทะเลาะตบตีกับนางเพลินจริงเมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 ม.ค. ไม่คิดว่าช่วงบ่ายวันที่ 12 ม.ค. จะถูกเผาบ้านจากลูกชายนางเพลินที่แค้นแทนแม่ ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงลูกชายนางปรุงที่ออกเงินกู้กินดอกเบี้ยชาวบ้าน เป็นชนวนสาเหตุด้วยหรือไม่ นางปรุงไม่ตอบ ทั้งนี้ในชั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว รวมถึงผู้ต้องหาให้การรับสารภาพนำตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพเป็นที่เรียบร้อย ในส่วนของการลงมือโดยขาดสติสัมปชัญญะ จากจิตเวชต้องให้แพทย์ได้ทำการตรวจสอบอีกครั้ง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมสอบสวนปากคำเพิ่มเติม และจะได้ตัวฝากขังศาลต่อไป.