ปัญหายาเสพติดเปรียบเสมือนภัยกัดกร่อนสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เยาวชนของชาติเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น จนส่งผลร้ายต่อทั้งชุมชน สังคม รวมถึงการพัฒนาชาติ หลายฝ่ายตระหนักถึงปัญหานี้และพร้อมจับมือกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งต่อต้านยาเสพติดให้ได้มากที่สุด โดยภาคประชาสังคมยังได้ร่วมมือร่วมกับภาควิชาการ สานพลังพัฒนาสร้างแนวทางการปฏิบัติการป้องกันปัญหายาเสพติดขึ้น จากการใช้ชุมชนเป็นฐานสำคัญ ด้วยความเชื่อที่ว่าหากชุมชนเข้มแข็ง มองเห็นกันและกันมากขึ้น ยาเสพติดก็จะไม่ใช่ปัญหาที่ถูกมองข้าม ขณะเดียวกันก็เกิดเป็นการรวมพลังที่ยิ่งใหญ่เพื่อขจัดภัยกัดกร่อนสังคมนี้อย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในชุมชนเล็กๆ 25 แห่งทั่วประเทศ ที่พร้อมเพื่อการถอดบทเรียนและขับเคลื่อนต่อไป

เชื่อมทุกพลัง สร้างชุมชนเข้มแข็ง

การร่วมมือกันอย่างจริงจังของภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ได้นำไปสู่การสร้างชุมชนต้นแบบ “พื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดในชุมชน” ขึ้น ซึ่งความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมกับชุมชน 25 แห่ง ใน 48 จังหวัด ทำให้เกิดมีแกนนำจัดการปัญหายาเสพติดถึงกว่า 2,683 คน และการได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่เคยประสบปัญหาจากพิษภัยของยาเสพติด จนถึงวันที่ค่อยๆ ออกแบบการรับมือจนประสบความสำเร็จ ก็ทำให้แกนนำและชุมชนต่างๆ เหล่านี้เห็นพลังจากการร่วมมือกันอย่างจริงจังในแนวทางนี้ อันนำไปสู่การประชุมสัมมนาแกนนำเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการปฏิบัติการป้องกันปัญหายาเสพติดเพื่อขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นการเชื่อมโยงภาคประชาสังคม ภาควิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ให้เข้ามาผสานพลังกันเพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ สสส.หรือกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ก็ยังคงพร้อมเป็นตัวกลางผนึกกำลังกันเพื่อการขับเคลื่อนไปสู่ระดับประเทศ ผ่านต้นทุนทางความคิด และแนวทางในการทำงานในรูปแบบการผสานพลัง

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าปัญหายาเสพติดในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ควรนอนใจ ในฐานะแพทย์ที่เคยมีประสบการณ์จากการทำภารกิจกับผู้ป่วยด้านยาเสพติด พบว่าปัญหาเร่งด่วนในวันนี้นอกจากจะเป็นการที่ยาเสพติดแพร่ระบาดไปถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังรวมถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยในหลายระดับ ที่เป็นผลมาจากการใช้ยาเสพติดอีกด้วย ซึ่ง สสส. ในฐานะที่มีต้นทุนทางความคิดและการผสานพลังจากหลายภาคส่วน ทั้งจากภาคประชาสังคม จนถึงภาควิชาการ ก็พร้อมอาศัยความแข็งแกร่งด้านนี้ เข้าไปสนับสนุนการทำงานเพื่อสร้างตระหนักรู้ รวมถึงต่อต้านยาเสพติดมากขึ้น โดยเป้าหมายคือ การสร้างชุมชุนให้เป็นฐานสำคัญ ทั้งนี้หลักการในการขับเคลื่อนงานด้านการป้องกันยาเสพติดในชุมชนภายใต้แนวทางของ สสส. ที่พร้อมเดินหน้า คือการผสาน 3 พลังสำคัญให้เดินไปด้วยกัน ทั้งพลังสังคม พลังวิชาการ และพลังนโยบาย

“สสส. เชื่อเรื่องพลังของสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่ง 3 พลังสำคัญที่จะทำให้การต่อต้านปัญหายาเสพติดระดับชุมชนแข็งแกร่งขึ้น ได้แก่ พลังสังคม พลังวิชาการ และพลังนโยบาย โดย “พลังสังคม” หมายถึงกลไกภาคประชาชน ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนงาน ด้วยเหตุนี้ภาคประชาชนเองจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้มีศักยภาพ และเท่าทันสถานการณ์ปัญหายาเสพติดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ ขณะเดียวกันการผสานกับ “พลังวิชาการ” ก็มีความจำเป็นเช่นกัน โดยพลังวิชาการหมายถึงเครือข่ายวิชาการที่พัฒนาข้อมูลเชิงวิชาการต่างๆ ไปจนถึงที่ได้พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ขยายผลการทำงานได้ ซึ่งปัจจุบันมีภาควิชาการที่พร้อมทำงานเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ อาทิ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งพลังที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “พลังนโยบาย” โดยจะเป็นการนำบทเรียนจากการทำงานของกลไกภาคประชาชน และข้อมูลวิชาการ มาพัฒนาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหายาเสพติดทั้งในระดับพื้นที่และระดับชาติ ซึ่งหากขับเคลื่อน 3 พลังนี้ไปพร้อมกันได้ เป้าหมายในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดก็จะเป็นจริงได้มากขึ้น”

สร้างแรงกระเพื่อมให้ถึงระดับประเทศ

สำหรับการประชุมสัมมนาแกนนำเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการปฏิบัติการป้องกันปัญหายาเสพติดเมื่อเร็วๆ นี้ ยังทำให้ได้เห็นความสำเร็จหนึ่งจากการใช้ชุมชนเป็นฐานตามแนวทางของ สสส. ซึ่งบอกเล่าผ่านประสบการณ์การทำงานของ ดร.สมคิด แก้วทิพย์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าการใช้ชุมชนเป็นฐานนับได้ว่าเป็นการให้ความสำคัญการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนในชุมชนได้พื้นที่ร่วมกัน ขณะเดียวกันก็ทำให้สมาชิกทุกคนในชุมชนตระหนักรู้และพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่แตกต่างจากอดีตที่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจะอยู่ลักษณะ “การใช้อำนาจบังคับ” โดยผู้มีอำนาจทางกฎหมายในการสั่งการ ดร.สมคิด เน้นย้ำว่าการที่ชุมชนมองว่าปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องปัจเจกอีกต่อไป แต่พร้อมรับมือร่วมกัน ก็นับเป็นความสำเร็จอีกขั้น เช่นเดียวกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดในชุมชน

“ตัวอย่างชุมชนต้นแบบพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดที่เห็นภาพชัดเจนคือที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้ใช้ศิลปะในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรือเรียกว่า “ศิลปะสื่อสุข” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการสามารถป้องกันเด็กได้ถึง 40 คน รวมถึงยังป้องกันกลุ่มเสี่ยงได้ 30 คน และเปลี่ยนจากผู้เสพให้เลิกได้ 6 คน นั่นเท่ากับว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัยขึ้นได้ก็เป็นหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญ แต่ทั้งนี้ “การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่นั้นๆ ด้วย แต่หลักการสำคัญคือ มีพื้นที่ตรงกลาง เน้นรับฟัง ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา มอบโอกาส และสร้างความเข้าใจ ขณะเดียวกันก็มีกลไกที่ช่วยประสาน เชื่อมโยงภายในและภายนอกที่เหมาะสม เราพบว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเดินในแนวทางนี้ประสบความสำเร็จ คือการเปิดโอกาสให้ชุมชนดำเนินการตามศักยภาพของตัวเองมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองชุมชนจึงมีอิสระในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมากด้วย”

สอดคล้องกับแนวคิดของ ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ประธานมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด และผู้อำนวยการศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหายาเสพติดคือการเปลี่ยนกรอบความคิดของชุมชนที่มีต่อสิ่งเสพติด ซึ่งการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทั้งนี้กลไกในการทำงานต้องประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญ นั่นคือ 1. การมีระบบความสัมพันธ์ที่ดี 2. การใช้ความเข้าใจ เพื่อการเปิดใจการการพูดคุย 3. ต้องเป็นการจัดการเชิงบวก และ 4. การมีพื้นที่การเรียนรู้ที่พัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เยาวชนในรูปแบบที่สร้างสรรค์ การออกแบบเพื่อยกระดับการเรียนรู้ร่วม โดยจากแนวทางต่างๆ เหล่านี้ได้นำไปสู่การพัฒนาชุดความรู้ จากการถอดบทเรียนการทำงานกับชุมชน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ขยายพื้นที่ทำงานทั่วประเทศได้ ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการขยายเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ ให้มากขึ้นอีกเช่นกัน

นอกจากร่วมกันถอดบทเรียนความสำเร็จจากชุมชนต่างๆ จากการเข้าร่วมการประชุมสัมมนาแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนแล้ว ครั้งนี้ยังนับเป็นพบปะกันครั้งสำคัญของหลายภาคส่วนหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินงานด้านการป้องปรามยาเสพติด การบรรยายพิเศษจากคุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก เรื่องวิธีคิด ท่าที ที่มีความหมายต่อเด็กและเยาวชน ที่ช่วยเผยวิธีคิดและการจัดการปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชน ด้วยกลไกของการพื้นที่ตรงกลาง เน้นรับฟัง ไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา มอบโอกาส รวมถึงสร้างความเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็นับเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนด้วยว่าปัญหายาเสพติดไม่ใช่เรื่องของคนใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการจัดการร่วมกันอย่างเข้าใจ

นอกจากนี้ ภายใต้การประชุมสัมมนาแกนนำเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการปฏิบัติการป้องกันปัญหายาเสพติดในครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจากฝ่ายการเมืองเข้าเติมเต็ม และแลกเปลี่ยนแปลงความคิดเห็น รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานตรงเกี่ยวกับยาเสพติด นำโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนพรรคการเมือง จากพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชาติ ซึ่งช่วยฉายภาพชัดขึ้นว่าการผนึกกำลังกันจากหลายภาคส่วนมีความจำเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันการสร้างชุมชนเข้มแข็งได้ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการสู้กับปัญหายาเสพติดนั่นเอง