ตัวชี้วัดความมั่นคงด้านสุขภาพโลก 2564 (Global Health Security Index 2021) จัดอันดับ “ประเทศไทย” ให้อยู่ที่อันดับ 5 จาก 195 ประเทศที่มีความมั่นคงทางสุขภาพมากที่สุด
ตัวชี้วัดนี้สะท้อนว่า...ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีความพร้อมต่อการรับมือวิกฤติด้านสุขภาพ ทั้งยังมีความพร้อมด้านคลังยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากที่สุดประเทศหนึ่ง
ลงลึกในรายละเอียด ด้านหนึ่งที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องก็คือความพร้อมในเรื่อง “พิษวิทยา” โดยเฉพาะการทำงานของ “ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี” ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำความร่วมมือและเดินทางมาดูงานอยู่บ่อยครั้ง
สะท้อนความจริงข้างต้นจากเคสล่าสุด กรณีการช่วยชีวิตเด็ก 5 ขวบ จาก “ไซยาไนด์” ซึ่งแม้ว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ที่เกิดเหตุไม่ได้มีการสต๊อกยาต้านพิษเอาไว้ แต่ด้วย “ระบบ” และ “บุคลากรทางการแพทย์” ที่มีประสิทธิภาพ...มีศักยภาพ ทำให้เด็กน้อยเข้าถึงยาต้านพิษได้ในนาทีชีวิต
ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี...เปรียบได้กับที่ปรึกษาของโรงพยาบาลทั่วประเทศแล้ว ยังเป็น “คลังแสง” ยาต้านพิษ มอนิเตอร์สถานการณ์และทำหน้าที่จัดส่งเสบียงยาต้านพิษไปสต๊อกตามโรงพยาบาลต่างๆด้วย
...
ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี เล่าให้ฟังว่า ก่อนปี 2553 ประเทศไทยไม่สามารถผลิตยาต้านพิษได้ แต่เรารู้ว่าสารพิษแต่ละชนิดที่เข้าสู่ร่างกายมียาที่รักษาได้และยังไม่มีระบบการบริหารจัดการยาต้านพิษที่เป็นระบบ
“ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องสต๊อกยาต้านพิษเอาไว้เอง และ...แพทย์ เภสัชกรที่รับผิดชอบก็ไม่รู้ว่าจะต้องสต๊อกยาชนิดไหนที่เหมาะกับพื้นที่ที่อาจจะเกิดเหตุพบผู้ป่วยสารพิษได้บ่อย”
นั่นเพราะหากสต๊อกยาต้านพิษไปด้วยความไม่รู้ ยาก็จะเสียเปล่าเพราะอาจไม่ได้ใช้เลย แต่อีกด้านในพื้นที่ที่เจอผู้ป่วยสารพิษบ่อยกลับไม่มียาที่จะเอาไว้แก้พิษ เพราะโรงพยาบาลสต๊อกยาไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม หลังปี 2553 เกิดโครงการที่มีชื่อว่า “โครงการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษ” ที่พลิกเกมเรื่องของยาต้านพิษในประเทศไทยไปเลย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันหลากหลายหน่วยงาน
ประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สมาคมพิษวิทยาคลินิกแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง และ ศูนย์พิษวิทยารามาฯ
ทั้งหมดเข้ามาร่วมผลักดันให้มีโครงการเข้าถึงยาต้านพิษอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และผลดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นมาเป็นอีกประเทศที่มีการบริหารจัดการยาต้านพิษอย่างครอบคลุม
ทั้งการผลิต การจัดซื้อ การสต๊อกสำรองยา ที่เน้นการใช้ให้เกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่า
จากจุดเริ่มของโครงการ ต้องให้เครดิตกับ “สปสช.” ที่เห็นปัญหาการบริหารจัดการยาต้านพิษ จึงขอข้อมูลทุกด้านของยาต้านพิษ ทั้งยาที่ใช้บ่อย พื้นที่ที่ใช้บ่อย ความเหมาะสมของการสต๊อกยาต้านพิษในโรงพยาบาลเพื่อสำรองใช้ในทันที ซึ่งเป็นข้อมูลที่ศูนย์พิษวิทยารามาฯมีอยู่แล้ว พร้อมกับวิเคราะห์ส่งให้ สปสช.
จากจุดนั้น...นำไปสู่ความร่วมมือจากอีกหลายหน่วยงาน เฉกเช่น สถานเสาวภา ผลิตยาต้านพิษบางชนิดได้ และยังผลิตเซรุ่มแก้พิษงูเพื่อใช้ในประเทศได้ด้วย ก็นำไปสู่การคัดยาที่ผลิตไม่ได้เอง แต่ยังจำเป็นต้องใช้ เพื่อรวบรวมให้กับองค์การเภสัชกรรมไปจัดซื้อจัดหา
...
โครงการนี้นำไปสู่การจัดการ “คลังยาต้านพิษ” ที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถสำรองยาต้านพิษที่จำเป็นในกรณีฉุกเฉินไว้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ภายในหนึ่งชั่วโมง ในส่วนของยาต้านพิษที่ไม่เป็นที่ต้องการเร่งด่วน จะสำรองยาไว้ที่โรงพยาบาล ระดับภูมิภาค
ที่สำคัญ...ยังสำรองยาที่มีราคาแพงไว้ที่สถานพยาบาลในกรุงเทพฯ จัดระบบส่งทันเวลา
ประเด็นน่าสนใจต่อมา...การประเมินผลโครงการพบว่า “จำนวนผู้ป่วย” ที่เข้าถึง “ยาต้านพิษ” เพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากสารพิษลดลงจาก 52% เป็น 28% ตั้งแต่เริ่มโครงการ
ส่วนการ “สำรองยา” อย่างมีประสิทธิภาพยังช่วยลดงบประมาณการจัดหายาต้านพิษงูได้ถึง 60% ...นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศไทยสามารถส่ง “ยาต้านพิษ” ไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น พม่า อินเดีย ไนจีเรีย เวียดนาม และ มาเลเซีย
นอกจากนี้ความสำเร็จในการบริหารจัดการยา ยังนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทยและองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการจัดทำ โครงการจัดซื้อจัดจ้างยาต้านพิษร่วมกันระหว่างประเทศ หรือ Initiative for Collaborative Procurement in the South–East Asia Region (iCAPS)
นพ.วินัย ย้ำว่า เราต้องทำระบบพิเศษที่สำรองยาต้านพิษและเข้าถึงได้ทันทีเมื่อมีผู้ป่วยต้องการยา เราเชื่อว่า...ระบบบริหารจัดการที่เน้นความร่วมมือ แลกเปลี่ยนระหว่างกัน จะสามารถทำให้การจัดหา...กระจายยามีประสิทธิภาพสูงสุด และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการสำรองยาได้อีกด้วย
...
การเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง เป็นเจตนารมณ์สำคัญของการจัดตั้ง “ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ในที่นี้รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินวิกฤติที่ต้องให้การรักษาด้วยยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษ ซึ่งในอดีตมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียชีวิตลง...เพราะเข้าไม่ถึง
ดังนั้น สปสช.จึงได้ร่วมมือกับศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี สนับสนุนการจัดระบบบริหารจัดการยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษเหล่านี้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ไม่เพียงแต่สำหรับผู้ป่วยบัตรทองเท่านั้น แต่ผู้ป่วยที่ได้รับพิษทุกสิทธิการรักษาก็สามารถเข้าถึงยาแก้พิษได้ เรียกได้ว่า...เป็น “ระบบบริหารจัดการยา” ระดับประเทศ
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ (สปสช.) เสริมว่า การดำเนินการเป็นภาพรวมระดับประเทศ ทำให้ปริมาณยาในการจัดซื้อมีจำนวนเพียงพอในการจัดหาหรือผลิตได้ พร้อมมีการจัดทำแผนคลังยาเพื่อเป็นจุดกระจายยาไปในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
...มีการจัดทำการบริหารจัดการผ่านเว็บในการค้นหายารักษา พร้อมเชื่อมต่อ GIS กับสต๊อกออนไลน์ และในการเบิกจ่ายยาก็จะเป็นแบบเรียลไทม์ พร้อมกับการเติมยาที่ใช้ระบบ VMI ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งต่อมาได้ขยายไปยังเซรุ่มพิษงูด้วย ที่สำคัญได้ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณได้ปีละกว่าหมื่นล้านบาท
...
“...จากการสูญเสียยากลุ่มนี้ที่แต่ละโรงพยาบาลได้ทำการสต๊อกเก็บยากันเอง ด้วยระบบนี้ทำให้ประเทศไทยถูกยกเป็นต้นแบบของการจัดระบบยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษให้กับนานาประเทศด้วย”
ในปีงบประมาณ 2567 สปสช.ยังคงสนับสนุนโครงการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษต่อเนื่อง โดยจัดสรรงบประมาณตามแผนดำเนินการ จำนวน 1,709 ล้านบาท (รวมยาบัญชี จ.2 และยาประกาศ CL)
ข้อมูลรายงานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2561-2565 มีผู้ป่วยที่ได้รับยากำพร้าและยาต้านพิษปีละ 7,000-7,500 คน...
ในช่วง 5 ปีสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยสะสมถึงราว 37,500 คน
“คลังแสง” ระบบยากำพร้ากลุ่มต้านพิษ ไม่เพียงแต่ลดการสูญเสียชีวิตเท่านั้น หากแต่ยังลดผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในด้าน “สังคม”...“เศรษฐกิจ” จากการสูญเสียคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน.
คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม