เรื่องน่ากังวลใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ของบุหรี่ไฟฟ้า คือ การพยายามสร้างชุดความเชื่อผิดๆ และบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการบอกว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกเพื่อการเลิกสูบบุหรี่มวน ทั้งที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า นิโคตินสังเคราะห์ของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างชัดเจน ทั้งต่อตัวผู้สูบ และบุคคลข้างเคียงที่สูดดม องค์การอนามัยโลก (WHO) ตระหนักถึงภัยเงียบนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในวันที่มีตัวเลขของนักสูบหน้าใหม่เป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงออกแถลงการณ์ เรียกร้องทุกประเทศออกมาตรการคุมบุหรี่ไฟฟ้าเข้มงวด พร้อมจับมือภาคีเครือข่ายให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน ต้านบุหรี่ไฟฟ้าสุดกำลัง

WHO พร้อมต้าน บุหรี่ไฟฟ้า 

นพ.จอส ฟอนเดลาร์ (Dr. Jos Vandelar) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาการแถลงการณ์องค์การอนามัยโลก เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชน ข้อเสนอมาตรการในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ว่าองค์การอนามัยโลกมีความกังวลใจต่อสถานการณ์การของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมาก ทั้งตัวเลขของนักสูบหน้าใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความพยายามของบริษัทผู้ผลิตในการใช้การตลาดเพื่อสร้างการเติบโต ไปจนถึงการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากอันตรายที่แท้จริงของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนั้นกำลังจะพาโลกเดินหน้าสู่ปัญหาด้านสุขภาพครั้งใหญ่ที่รุนแรงขึ้นในอนาคตจากพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีนิโคตินที่ทำให้เสพติดรุนแรง ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุของระบบหัวใจล้มเหลว

นพ.จอส ยังกังวลใจต่อสถานการณ์การเติบโตอย่างรวดเร็วของบุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามของบริษัทผู้ผลิตด้วยการสร้างบุหรี่ไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ และมีกลิ่นรสที่ดึงดูดนักสูบหน้าใหม่มากขึ้น โดยการสำรวจในปี 2558 พบนักเรียนใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึง 3.3% และได้เพิ่มเป็น 8.1% ในปี 2564 ซึ่งตัวเลขที่น่าตกใจนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่เปิดเผยโดย

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่พบเยาวชนอายุ 13-15 ปี เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าด้วยความอยากรู้อยากลอง และความเชื่อผิดๆ เรื่องการช่วยผ่อนคลายความเครียด ในจำนวนนั้นมีผู้ที่ระบุว่าเริ่มต้นใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา โดย 56-64% ยังระบุด้วยตนเองว่ารู้ตัวว่าติดบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีสถิติหนึ่งที่น่ากังวลใจ นั่นคือ แนวโน้มของนักสูบหน้าใหม่เป็นผู้หญิงมากขึ้น สิ่งนี้สอดคล้องกับรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีความหลากหลาย จนถึงกลิ่นรสที่ดึงดูดที่มากขึ้น การสำรวจในปี 2561 พบรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้ามีจำนวนมากถึง 550,000 รูปแบบ มีรสชาติที่ดึงดูดเด็กมากกว่า 16,000 รสชาติ และพบการทำการตลาดผ่านการโฆษณา จนถึงโฆษณาแฝงผ่านโซเชียลมีเดีย และอินฟลูเอนเซอร์

ให้ความห่วงใย เป็นแรงต้านสำคัญ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมเสวนาในครั้งนี้พร้อมแสดงความกังวลใจต่อจำนวนนักสูบหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นในเด็กและเยาวชน ขณะเดียวกันก็พร้อมสนับสนุนการสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อและความมุ่งมั่นที่ว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับอากาศสะอาดไร้ควันบุหรี่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ สสส. พร้อมผนึกกำลังสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ ผ่านยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่

1.การพัฒนาระบบ/กลไกการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อการป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลดผู้สูบรายเดิม สนับสนุนการให้บริการเลิกบุหรี่ การรักษาการติดนิโคตินในหน่วยบริการสุขภาพ

2.พัฒนานโยบาย กฎหมายการควบคุมการบริโภคยาสูบ อาทิ มาตรการควบคุมยาสูบในชุมชน การปกป้องการได้รับควันบุหรี่มือสองและมือสาม และการรณรงค์บ้าน ครอบครัวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า

3.พัฒนาศักยภาพเครือข่ายดำเนินงานควบคุมยาสูบทั้งส่วนกลาง และภูมิภาค มุ่งเน้นการรู้เท่าทันธุรกิจยาสูบ การตลาดยาสูบรูปแบบใหม่ และพัฒนาให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดปัจจัยเสี่ยง

4.ส่งเสริมทักษะและความรอบรู้ทางสุขภาพด้านการควบคุมยาสูบที่เหมาะสมเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะทักษะการปฏิเสธบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน

การเสวนาการแถลงการณ์องค์การอนามัยโลก เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชนชน ข้อเสนอมาตรการในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า จึงเกิดขึ้นด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ แต่ขณะเดียวก็เป็นความปรารถนาดีที่มีต่อเด็กและเยาวชน รวมถึงบุคคลทั่วไปอีกจำนวนมากที่ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงขาดการตระหนักรู้ถึงพิษภัยที่ร้ายแรงอย่างแท้จริงของบุหรี่ไฟฟ้า

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เน้นย้ำว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายที่แท้จริง และสังคมต้องร่วมกันตระหนักรู้ในเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น พร้อมส่งแรงกระเพื่อมถึงภาครัฐให้รับรู้และรับมือร่วมกับภาคประชาชนอย่างจริงจัง ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยังย้ำว่า การห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นเรื่องที่สมควรทำต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ห้ามให้โฆษณาเพื่อชักจูงใจเด็ดขาด เพราะบุหรี่ไฟฟ้าคือจุดเริ่มต้นของภัยสุขภาพในอนาคตที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักและร่วมกันรับมือ นอกจากนี้เด็กและเยาวชนเองต้องรู้เท่าทันมากขึ้นด้วยเช่นกัน

โดยในการเสวนาครั้งนี้มีตัวแทนกลุ่มเยาวชนที่ร่วมขับเคลื่อนเรื่องการต่อต้านบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจังเข้าร่วมเสวนา นำโดย นศพ.วิชญ์ เจนสุขทรัพย์ นายกสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย, นศพ.ศุกานัน เจนธีรวงศ์ นายกสมาพันธ์นักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) ซึ่ง นศพ.วิชญ์ เล่าถึงประสบการณ์ที่มีโอกาสได้เห็นการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้นของเด็กและเยาวชนยุคนี้ จึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้ นศพ.ศุกานัน ยังได้เผยถึงโครงการหนึ่งที่กลุ่มเยาวชนได้ร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแบบอย่างที่ดีต่อสังคม เช่น การรณรงค์ให้พื้นที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เป็นแบบอย่างสำหรับประชาชน และเยาวชน 

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 2 ด้านหลัก ได้แก่

ประเทศที่ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

  • ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • มีระบบการเฝ้าระวังการใช้ที่มีประสิทธิภาพ
  • ห้ามโฆษณาส่งเสริมการขายทุกสื่อ

ประเทศที่ให้ขายบุหรี่ไฟฟ้า อย่างน้อยมีมาตรการที่ประกอบด้วย

1. ห้ามเติมสารปรุงแต่งกลิ่นรส

2. ห้ามสารปรุงแต่งที่ทำให้เกิดมะเร็ง

3. ห้ามใช้หีบห่อที่เย้ายวน

4. ควบคุมอุปกรณ์สูบที่ไม่ทำให้ผู้สูบดัดแปลงได้

5. จำกัดความเข้มข้นของระดับนิโคติน

6. จำกัดปริมาณน้ำยาสูงสุดต่ออุปกรณ์

7.จำกัดความแรงของแบตเตอรี่

8.ห้ามมีอุปกรณ์ที่สามารถส่งพฤติกรรมการสูบกลับไปยังบุคคลที่ 3 หรือผู้ผลิต

9.ห้ามใช้ข้อมูลที่บิดเบือน

10.ห้ามขายแก่เด็กและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

11.ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าด้วยข้อกำหนดอื่นๆ ตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบ

12.ทำระบบการเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง ทันสถานการณ์เพื่อประเมินนโยบาย

13.มีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพในทุกมาตรการที่กล่าวแล้ว

14.เผยแพร่อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสาธารณะ

นพ.จอส ฟอนเดลาร์ (Dr. Jos Vandelar) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า องค์การอนามัยโลกสนับสนุนรัฐบาลไทยให้มีกฎหมายเรื่องการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป รวมถึงขอให้รัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่จากผลิตภัณฑ์ที่อันตรายเหล่านี้ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งเสพติด เป็นอันตราย ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้สูบและผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหยุดยั้งปัญหาสุขภาพครั้งใหญ่ในอนาคตนั่นเอง