"คนไทย" เล่านาทีหนีเอาชีวิตรอด ในสงคราม "อิสราเอล - ฮามาส" บอกตั้งแต่มาอยู่นี่คือเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด ขณะที่นักวิชาการวิเคราะห์ ตัวประกันอาจมีโอกาสรอดน้อยมาก
วันที่ 10 ต.ค. 2566 ใน "NewsRoom" รายการทอล์กคุยข่าวใหญ่ ทางไทยรัฐออนไลน์ ดำเนินรายการโดย คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค และกาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ วันนี้เป็นการพูดคุยกันในประเด็น นาทีรอดชีวิต เหยื่อสงคราม "อิสราเอล - ฮามาส" หลังจากกระทรวงต่างประเทศแถลงตัวเลขล่าสุด มีคนไทยที่เสียชีวิต 18 คน บาดเจ็บ 9 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 11 คน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณก๋วย กรวิชญ์ แก้วเกิด คนไทยที่อาศัยอยู่ประเทศอิสราเอล เผยว่าตอนนี้สถานการณ์ที่ตนอยู่ค่อนข้างที่จะปลอดภัยแล้ว มีการดูแลที่ดี ทั้งคนประเทศเขา และคนไทยที่อยู่ที่นี่ ตนเองอยู่มานาน 4 ปีแล้ว ปกติสัญญาจะมี 5 ปี 3 เดือน จบแล้วคือจบ จะกลับมาอีกไม่ได้แล้ว ซึ่งตอนนี้จุดที่ตัวเองอยู่ไม่มีเสียงอะไรเลย แต่จุดที่ตนเองทำงานอยู่นั้น มันติดอยู่กับฉนวนกาซา ถ้ามองด้วยตาเปล่า คือเห็นกันเลย 1-2 กม. โดยวันเกิดเหตุ ปกติวันเสาร์ตอนนั้นจะเป็นวันหยุด คนงานอื่นๆ ก็จะนอนกัน แต่ตนเองต้องไปทำงานที่ฟาร์มวัว แล้วหยุดวันเสาร์แทน เห็นว่าเข้าเริ่มยิงจรวดประมาณ 06.00 น. ซึ่งเห็นเป็นภาพจรวดขึ้นมา
...
ต่อมาทางอิสราเอสก็ยิงสกัด จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง ทางฮามาสก็บุกเข้ามา ตนเองอยู่ในที่เกิดเหตุเลย เขาเข้ามาถึง 2 รอบ ในรอบแรกมายิงปืนใส่ประตู แล้วก็กราดยิงก่อนเลย ในนั้นที่เห็นก็แยกได้เลยว่าเป็นของทหารของกาซา แล้วก็เข้าไปในที่พักเนปาล แล้วก็ยิงคนเนปาลเสียชีวิต 2 คน จากนั้นก็เข้าไปในหมู่บ้าน ทางทหารของอิสราเอลจึงเข้ามาถามตน ตนก็ให้ข้อมูลไป แล้วไปหลบในที่พักตามที่พักเดิมตามที่เขาแนะนำ
แต่ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัย อยากจะเปลี่ยนที่หลบไปอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่ามันมีความหนาแน่นและปลอดภัยมากกว่า ในขณะที่เพื่อนคนงานอื่นๆ ยังอยู่ที่เดิม ในช่วงที่ฮามาสเข้ามา ทหารอิสราเอลก็เข้ามาทันทีหลังจากนั้น ประมาณ 10 นาที สักพักนึงตนเองก็ได้ยินเสียงกลุ่มฮามาสเข้ามาอีก เป็นกลุ่มใหม่มาเป็นรถกระบะ แล้วก็มากราดยิงอีกรอบหนึ่ง
ตนเองจึงส่งข้อความเสียงไปหาเพื่อนคนงานอีกที่ ให้เข้าไปบอกนายจ้างว่าส่งทหารมาคุ้มกันหน่อย เพราะมีคนถูกบุกรุก แต่มันไม่ทันการณ์แล้ว เพราะคนไทยเสียชีวิตหมดแล้ว ประมาณ 9 คน พบศพ 4 และเป็นโครงกระดูกอีก 5 คน ซึ่งตัวเลขที่ตนเองบอกไปนั้นก็ยังไม่ทราบว่า ทางการประกาศรวมกันไปหรือยัง แต่หลังจากที่เหตุการณ์สงบทหารก็ให้ตนเองไปยืนชี้ศพแล้ว
หลังจากติดต่อกับทางญาติของผู้เสียชีวิตให้ เขาก็บอกว่าจะขอฟังรัฐบาลประกาศออกมาอย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งในวันนี้เขาเพิ่งไปเก็บศพกันมา จึงแนะนำให้ญาติเขาติดต่อกับสถานทูตไป เพราะคนไทยสูญหาย และเสียชีวิตเยอะ
ส่วนตนเองนั้นได้ประสานกับสถานทูตไปแล้วว่าจะกลับบ้าน เขาก็บอกว่าให้รอเป็นขั้นเป็นตอน ตนเองก็เข้าใจในกระบวนการ แต่ก็อยากให้กลุ่มที่เสียชีวิต และคนที่จับตัวไปว่าทางรัฐบาลจะช่วยเหลือยังไง ก็อยากให้ทุกคนได้สิทธิครบทุกคน ไม่อยากจะทิ้งใครไว้
ซึ่งในแคมป์ตนเองนั้น ก็ต้องรอทางหัวหน้ามายืนยันว่ามีใครถูกจับไปบ้าง ซึ่งในตอนนี้ก็มาการย้ายจุดพักที่ปลอดภัยแล้ว ทางหัวหน้าเขาอพยพคนงานหมดมาเลย 2 รถบัส เส้นทางที่มาเดินทาง ก็เดินมาได้ปกติ มีทหารคอยดูแลตามข้างทาง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรียกว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่ตนเองมาอยู่ เพราะปกติเวลาทำสงคราม จะต้องมีการแจ้งล่วงหน้า
เมื่อถามว่า ก่อนจะไปทำงานที่อิสราเอล ต้องมีการฝึกซ้อมไหม คุณก๋วย เผยว่าเป็นการอบรมและบอกให้รู้ว่าที่จะไปเป็นพื้นที่สงคราม ซึ่งทุกคนที่มาก็รู้ แต่ก็มาเพราะค่าตอบแทนมันเยอะ แต่บางคนที่มาถึงในสถานที่จริง บางที่ก็อาจจะโก่งค่าแรง แรงงานพวกนั้นก็มีการหลบหนีแบบทิ้งวีซ่าไปเลยก็มี แล้วไปหาทำงานที่อื่น ส่วนในประเด็นที่มีการกู้เงินเพื่อมาทำงาน คุณก๋วย บอกกว่า หากต้องทำงานคืนทุน คิดว่าแค่ 1 ปี ก็คืนทุนได้แล้ว หากไม่กินและไม่เล่น
ทั้งนี้ คุณก๋วย ยังเล่าถึงช่วงการเอาชีวิตรอดว่า ตอนที่ติดอยู่ในห้องเล็กๆ ตอนนั้น ทหารข้างนอกก็เข้ามา และพยายามยันประตูเข้ามา ตนเองก็พิมพ์ข้อความบอกแฟนว่า อาจจะไม่ได้กลับบ้าน เพราะมีกาซาเข้ามาฆ่าคนงานตายหมดแล้ว ตนเองอยู่ในห้องตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงตี 5 ของอีกวัน แต่อยู่ๆ ก็พบว่ามีควันลอยเข้ามา จึงทำการปิดช่องทางเพื่อไม่ให้ควันเข้ามา แล้วใช้น้ำเกลือปิดหน้าไว้กันสำลักควัน
แต่ในช่วงนั้น แล้วก็นั่งนอนอยู่บนหลังตู้เย็น เพื่อเตรียมช่องทางหลบหนี หากทางกาซาเปิดประตูเข้าได้มา ซึ่งในช่วงนั้นสัญญาณโทรศัพท์ก็หายไปด้วย แต่ตนเองได้ยินทุกเหตุการณ์เลย สำหรับสิ่งที่ทำให้ตนเองเอาชีวิตรอดมาได้นั้น เป็นเพราะตนเองมักจะคิดเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ก็จะมองหาทางหลบภัยไว้ตลอดอยู่แล้ว
...
พอมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้ว ประเทศเขาก็ช่วยกันดีมาก เขามาบริจาคเสื้อผ้าซื้ออุปกรณ์ต่างๆ และรองเท้าให้ ไม่ได้มีการแบ่งแยกกันเลย ในตอนนี้แม่รู้แล้วว่าปลอดภัยดี แต่ไม่กล้าโทรไปหา เพราะแม่ก็เพิ่งเสียพ่อไป
สำหรับความประสงค์ตอนนี้ คือแจ้งไปแล้วว่าอยากกลับไทย แต่ก็ยังไม่มีใครเข้ามา ยังรอสถานทูตติดต่อกลับเข้ามา อยากบอกครอบครัวว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว อยากกลับอยู่ แต่ไม่อยากทิ้งครอบครัวของคนที่เสียชีวิต อยากให้พี่น้องทุกคนที่เสียไปแล้ว ได้สวัสดิการทุกคน ไม่อยากจะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว
ด้าน คุณติ๊ก คนไทยที่อาศัยในอิสราเอลกว่า 30 ปี และผู้ทำหน้าที่ในการดูแลช่วยเหลือคนไทยที่ไปทำงาน เผยว่า ตอนนี้ความต้องการของคนไทย คือ ต้องการใช้ช่วยออกจากพื้นที่สีแดง ซึ่งมีคนติดต่อมาเยอะมาก ซึ่งโดยมีคนไทยอยู่ในพื้นที่สีแดง ประมาณ 300 คน และเหตุการณ์ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสงครามที่ยิ่งใหญ่มาก จำนวนผู้เสียชีวิตไปแล้ว ประมาณ 1,000 คน สำหรับการช่วยเหลือในตอนนี้ ก็ได้ช่วยออกมาแล้ว ประมาณ 5-6 รถทัวร์ โดยรถ 1 คัน บรรทุกได้ประมาณ 40-50 คน
...
หลังจากรับออกมาแล้ว แรงงานไทยส่วนมากที่ใกล้จะครบสัญญาแล้ว ก็อยากได้เครื่องบินไทยกลับบ้าน แต่บางคนมีปัญหา คือ พาสปอร์ตที่บางคนก็ไม่มี แต่เขาอยากกลับบ้าน แต่ขณะนี้สถานทูตก็ปิด จึงเป็นปัญหาว่าเขาจะไปทำอย่างไรกันต่อ
สำหรับความปลอดภัยในพื้นที่เยรูซาเลม ที่ตนเองอยู่นั้น ก็มีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในตอนนี้ตนเองก็ผูกพันแล้ว เพราะอยู่มาประมาณ 30 ปี และความสัมพันธ์ของคนไทยที่นี่ ก็ไม่มีปัญหา เราคือเพื่อนกันเหมือนพี่เหมือนน้อง สำหรับกรณีที่คนไทยเสียชีวิต ตนเองขอให้ติดต่อโดยตรงกับสถานทูต เพราะต้องผ่านรัฐบาลดีที่สุด
สำหรับประเด็นที่มีคนไทยบอกว่า ถูกขายแรงงาน และหาตั๋วเครื่องบินกลับบ้านไม่ได้ คุณติ๊ก บอกว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ยากอยู่แล้ว ในช่วงสงครามที่จะหาตั๋วเครื่องบิน บอกได้เลยว่า หากอยากกลับไปก็กลับไปเลย
แต่กรณีที่ถูกบอกว่าขายแรงงานในเรื่องนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าตัวเองไปอยู่ในเขตสีแดง ทางนายจ้างเขา อาจจะเห็นว่าไม่ปลอดภัย จึงจ้างคนให้พาย้ายไปเขตอื่น คุณจะบอกว่าเอาเขาไปขายช่วงสงครามไม่ได้ เพราะเป็นการช่วยเหลือให้คุณอยู่รอดปลอดภัย ซึ่งในฉนวนกาซานั้นมีคนไทยอยู่เยอะมาก เพราะแถวนั้นเป็นพื้นที่การเกษตร คนไทยจะอยู่หลายพันคน
สำหรับกรณีเรื่องเครื่องบินนั้น ยังขึ้นบินได้ปกติ การติดต่อกับทางการถามว่ามีปัญหาไหมนั้น ณ ช่วงนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ส่วนมากเขาลงพื้นที่ไปดูแลคนงานไทย บางทีก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอ ที่จะรับโทรศัพท์ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากรับสาย แต่เพราะเขาลงพื้นที่
สำหรับคนในพื้นที่เยรูซาเลม ที่มีคนยิวและคนอิสลาม คุณติ๊ก เผยว่าคนยิว หากมีสงครามเขาจะลงในห้องนิรภัย ส่วนคนอิสลาม บางคนก็อาจจะก่อจลาจลบ้าง ซึ่งในตอนนี้ก็มีคนไทยอยู่พื้นที่สีแดงอยู่ และทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งอยู่ และฝากถึงครอบครัวว่าไม่ต้องเป็นห่วง ตัวเองยังเอาตัวรอดอยู่ได้เสมอ
...
สำหรับยุทธวิธีในการรบ "ฮามาส - อิสราเอล" คุณโย อนาลโย กอสกุล บรรณาธิการเว็บไซต์ thaiarmedforce.com กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า หากถามว่ามีการหละหลวมหรือไม่นั้น คิดว่าเขาคงไม่รู้จริง เพราะไม่มีการรับมืออะไรเลย อาจจะเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล และในครั้งนี้ค่อนข้างจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน
เพราะมันดูเป็นการก่อการร้ายมากขึ้น มีการเน้นที่จะสังหารพลเมืองมากเป็นพิเศษในรอบนี้ ซึ่งยุทธวิธีมันต่างออกไป สำหรับกรณีของอาวุธที่ฮามาสนำมาใช้ ทางอิหร่านก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่ามีการสนับสนุนฮามาส ซึ่งมีหลายส่วนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำมาใช้ทำสงคราม สำหรับอาวุธที่อิสราเอลมีอยู่ เรียกว่าเอาคืนได้ค่อนข้างเยอะ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา
สำหรับกรณีจับตัวประกัน ครั้งนี้มันเยอะกว่าทุกครั้ง เชื่อว่าการที่จะฆ่า และเผยแพร่ลงโซเชียล อาจจะมีจริง และอาจจะเยอะด้วย เพื่อสร้างความกลัว ซึ่งทางอิสราเอล ก็จะเป็นการจู่โจม หรือโจมตีเพื่อช่วยตัวประกัน จึงบอกกันตามตรงว่าตัวประกันอาจจะมีโอกาสรอดน้อย
อย่างไรก็ตาม ติดตาม "NewsRoom" สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ 18.30-19.30 น. ทางยูทูบไทยรัฐออนไลน์ และเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์
(ติดตามประเด็น "สงครามอิสราเอล" ได้ที่นี่)