นักวิชาการ แนะจับตาสงคราม "อิสราเอล VS ฮามาส" หลังแต่ละฝ่ายประกาศตาต่อตา ฟันต่อฟัน เผยปัจจัยส่อบานปลาย
วันที่ 9 ต.ค. 2566 ใน "NewsRoom" รายการทอล์กคุยข่าวใหญ่ ทางไทยรัฐออนไลน์ ดำเนินรายการโดย คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค และกาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ วันนี้เป็นการพูดคุยกันในประเด็น ไฟสงคราม “อิสราเอล VS ฮามาส” คนไทยระส่ำ
โดย ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว ให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล ระบุถึงสถานการณ์ภาพรวม ว่า สถานการณ์ในครั้งนี้เรียกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นยุทธวิธีการข่มขู่ ป้องปรามก็ได้ ซึ่งเราต้องจับตายาวๆ โดยการสู้รบของกลุ่มฮามาสกับอิสราเอลนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในหลายๆ เรื่อง และรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่กลุ่มฮามาสโจมตี ทางอิสราเอลก็ตอบโต้ทันที และประกาศว่าครั้งนี้คือสงคราม ซึ่งแน่นอนว่าจะรุนแรง โดยเฉพาะการตอบโต้ทางอากาศในฉนวนกาซา ซึ่งที่ต้องจับตาคือ ปฏิบัติการทางภาคพื้น เนื่องจากอิสราเอลประกาศที่จะบุกเข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อปิดล้อมกาซาแบบสมบูรณ์ ปิดการส่งเสบียง ตัดน้ำ ตัดไฟ
อย่างไรก็ตาม การจะเข้าไปไม่ง่าย เพราะมีกลุ่มพันธมิตรกับฮามาส อย่างกลุ่มที่อยู่ตอนเหนือของเลบานอน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธ มีกองกำลังเข้มแข็ง และมีสัญญาณว่า ถ้าอิสราเอลรุกเข้าไปในกาซาภาคพื้นดิน เขาพร้อมจะกระโจนเข้ามาสู่สงครามครั้งนี้ด้วย ถ้าเข้ามา เชื่อว่าจะเป็นสงครามที่บานปลายมากขึ้นไปอีก เพราะทางฮามาสเชื่อว่าการเจรจากับอิสราเอล ไม่มีประโยชน์ เขายอมเสียชีวิต แต่ไม่ยอมเสียดินแดน
...
ทั้งนี้หลายคนเข้าใจว่าการโจมตีครั้งนี้ เริ่มต้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ เพราะมีชนวนเหตุเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ที่มัสยิด อัลอับซอ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดของชาวยิว และจะมีการออกไปปฏิบัติศาสนกิจที่วิหารโซโลมอน แต่ถูกทำลายไปในอดีต และเขาเชื่อว่าที่ตั้งของที่มัสยิด อัลอับซอ ในปัจจุบันนี้ คือ สถานที่เดิมของวิหารโซโลมอน ดังนั้นในทุกปี เมื่อถึงวันหยุดเขาก็จะไปแสวงบุญที่นี่ แต่ก็จะถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในมัสยิด ก็จะไปทำพิธีบริเวณกำแพง หรือเรียกว่า เป็น red line อิสราเอลห้ามเข้าบริเวณนี้เด็ดขาด บวกกับการที่อิสราเอลโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในเวสต์แบงก์ ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต ก็เป็นชนวนที่สะสมมา จนถึงปฏิบัติการวันที่ 7 ต.ค.
เมื่อถามถึงผลกระทบของเหตุการณ์ครั้งนี้ ผศ.ดร.มาโนชญ์ บอกว่า การที่กลุ่มฮามาสออกมาประกาศว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นปฏิบัติการตอบโต้อิสราเอล ที่กดขี่เขามาหลายทศวรรษ นั่นแปลว่า ปัญหาที่ผ่านมามันสะสม และจะมีการเช็กบิลในครั้งนี้ ซึ่งเป้าหมายเขาคือ ยุติการยึดครองของอิสราเอล และปลดปล่อยดินแดนปาเลสไตน์ที่อิสราเอลครอบครองอยู่ ทำให้เชื่อว่า คงดันกันถึงที่สุด และเป็นไปได้สูงที่จะยกระดับ ที่เห็นได้ชัดคือ ดอลลาร์แข็งค่า ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพราะมันผูกโยงกัน นั่นแปลว่า ตลาดน้ำมันตกใจกับคำว่าสงครามของอิสราเอล และรูปแบบปฏิบัติการใหม่ของกลุ่มฮามาส ซึ่งเขาก็นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 1973 ระหว่างสงครามอาหรับกับอิสราเอล ซึ่งตอนนั้นเกิดปรากฏการณ์ Oil price shock คือ การไม่ขายน้ำมันให้ ซึ่งเป็นผลมาจากสงคราม
ส่วนกรณีที่จับคนไทยเป็นตัวประกันนั้น ผศ.ดร.มาโนชญ์ ระบุว่า พื้นที่ที่คนไทยไปทำงานนั้น คือ พื้นที่เสี่ยงภัยที่สุดในโลก เนื่องจากที่อิสราเอลบอกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของตัวเอง แต่ฮามาสบอกว่า เป็นพื้นที่ของปาเลสไตน์ที่อิสราเอลยึดครอง เพราะฉะนั้น วันนี้ฮามาส และอิสราเอลประกาศว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นสมรภูมิรบ ดังนั้นในภาวะสงคราม ที่มีการเดินหน้า ต่อสู้กัน จึงไม่มีใครคิดว่า คนนี้คนไทย หรืออิสราเอล มากกว่า
นอกจากนี้ อาจารย์ยังยืนยันด้วยว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจากความขัดแย้งทางศาสนา แต่เป็นเรื่องของดินแดน และสิทธิทางการเมือง แต่หลังจากนั้นมีการเชื่อมโยงประเด็นศาสนาเข้าไปทั้งสองฝั่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีทางออกคือ Crusader Solutions อยู่ที่ว่า จะต้องยอมรับ และเดินตามเท่านั้นเอง แต่วันนี้มันกลับถูกโยนทิ้งถังขยะไป
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ อย่าง การติดตามการช่วยเหลือคนไทย ของกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงประเด็นแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท โดยสามารถติดตามได้ทาง YouTube : https://www.youtube.com/thairathonline และเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์
...