เราทุกคนต่างกำลังอาศัยอยู่ในยุคที่การพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวกระโดดจากผลของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยหนึ่งในสิ่งที่เติบโตอย่างน่าทึ่งที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ “สื่อ” ที่เราล้วนได้เป็นสักขีพยานของการเปลี่ยนผ่าน ก้าวข้ามจากยุคสื่อเดิมมาสู่สื่อสมัยใหม่ การเสพสื่อเปลี่ยนจากหน้าจอโทรทัศน์มาเป็นการติดตามผ่านมือถือ ในแง่ของการผลิตเองก็วิวัฒนาการไปอย่างมาก จากที่มีเพียงบริษัทใหญ่เท่านั้นจะสร้างงานได้ กลายเป็นปัจจุบันที่ใครก็สามารถเป็นผู้ผลิตสื่อ ทั้งด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดน้อยลง รวมไปถึงการสนับสนุนของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่เอื้อให้ใช้งานและเผยแพร่ได้ง่ายขึ้น
คำถามที่น่าสนใจคือ หากสื่อยุคใหม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสื่อมหาศาลที่ถูกผลิตขึ้นมาแต่ละปีมีความปลอดภัยและสร้างสรรค์? จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้รับสื่อมีความรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อสื่อแย่ๆ รูปแบบต่างๆ? รวมไปถึงผู้รับสื่อที่เป็นเยาวชนจะเข้าถึงสื่อที่เหมาะสมได้อย่างไร ในโลกที่ผู้ผลิตจำนวนมากต่างแข่งกันสร้างคอนเทนต์ที่มุ่งเน้นตัวเลขเอนเกจเมนต์มากกว่าคุณภาพ?
เพื่อเป็นการต่อสู้กับสื่อไม่พึงประสงค์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างน่าตกใจ ในปี พ.ศ. 2558 จึงได้มีองค์กรหนึ่งถือกำเนิดขึ้น จากจุดเริ่มต้นที่หวังยกระดับสื่อสำหรับเยาวชน สู่การครบรอบ 8 ปีแห่งการยืนหยัดสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิด “สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” และยังร่วมผลักดันให้สังคม “รู้เท่าทันสื่อ” ไปพร้อมกับการ “เฝ้าระวังสื่อ” ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ผลิตสื่อไทยที่มีความสามารถได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง
องค์กรดังกล่าวมีชื่อว่า “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” และวันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับองค์กรที่เป็นดั่งฟันเพืองช่วยขับเคลื่อนสื่อน้ำดีของไทยแห่งนี้อย่างเจาะลึก ทั้งบทบาทปัจจุบันในยุคเปลี่ยนผ่าน, ความมุ่งหวังขององค์กรที่อยากเห็น Soft Power ไทยไปไกลกว่าที่เป็น รวมไปถึงเรื่องของการขอทุนที่ผู้ผลิตสื่อไม่ควรพลาดเด็ดขาด
“กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” องค์กรที่มุ่งยกระดับสื่อรอบด้าน
เชื่อว่าหลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อของ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” กันมาไม่น้อย แต่ก็คงจะคล้ายกับผู้เขียนที่อาจไม่ทราบบทบาทขององค์กรมากนัก จึงเป็นโอกาสดีที่ทีมงานได้พูดคุยกับ “พี่เล็ก” หรือ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งให้เกียรติมาเล่าทุกแง่มุมของกองทุนให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง เริ่มจากประเด็นที่น่าสนใจคือบทบาทของกองทุนในปัจจุบัน และการเติบโตในยุคเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
“กองทุนก็เหมือนชีวิตคน แปลงจากชีวิตคนมาเป็นองค์กรของรัฐก็จะเห็นการเกิด การเติบโต การสร้างคุณค่า กองทุนเกิดปี 2558 ตอนนั้นหัวใจหลักของการเกิดกองทุนก็คือมันมีปัญหาเรื่องสื่อเด็ก เราพบว่าสื่อเด็กเนี่ยมีไม่เพียงพอ มีน้อย ลงทุนแล้วก็อยู่ไม่รอด ไม่มีคุณภาพ แล้วก็อยู่ภายใต้ระบบธุรกิจ ทำรายการบางทีก็อยากจะทำรายการดีๆ แต่ต้องวิ่งไปหาโฆษณาด้วย แล้วเงื่อนไขการสนับสนุนรายการอันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นรายการเด็ก มันก็ไม่สามารถจะมีรายได้มาเลี้ยง”
“จากปัญหาที่เห็นได้ชัด จึงมีการผลักดันจากหลายฝ่ายว่ามันจะต้องมีสักกองทุนหนึ่งที่จะสนับสนุนตรงนี้ ข้อแรกต้องให้มีสื่อสำหรับเด็ก ต้องรวมไปถึงสื่อที่ปลอดภัย สื่อที่ไม่เต้าข่าว ไม่นำเสนอเฟกนิวส์ ไม่เอาความโหดร้ายมาขาย ไม่มีประเด็นในเรื่องของเพศ ภาษา ความรุนแรง ที่เป็นเรื่องที่จะทำให้วิถีชีวิตความดีงามของสังคมไทยมันเสียไป แล้วนอกจากปลอดภัยก็อยากให้สร้างสรรค์ด้วย ส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกัน ส่งเสริมความหลากหลาย พหุวัฒนธรรม ส่งเสริมความสามัคคี ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีของสื่อ รวมถึงส่งเสริมพัฒนาการของมนุษย์ เกิดสื่อที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และนำไปสู่การผลักดันสังคม จากความมุ่งหวังตรงนี้จึงทำให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ถือกำเนิดขึ้นมา"
ดร.ธนกร ศรีสุขใส เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของโครงการเมื่อ 8 ปีก่อน พร้อมกล่าวเสริมต่อไปว่า หลังจากมีวัตถุประสงค์ชัด และระบุไว้เป็นมาตราที่ 5 ของกองทุน ก็ได้มีการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าเป็น “หัวใจ” หรือหลักใหญ่ที่ใช้ยึดเป็นแกนในการทำงานขึ้นมา แปลงออกมาเป็น “กลยุทธ์ 6 สร้าง” ที่ตอบโจทย์เป้าประสงค์ของกองทุนทั้งหมด และยังครบถ้วนในการขับเคลื่อนสื่อทั้งวงการ ได้แก่
สร้างที่ 1 สร้างสื่อ หมายถึงถ้าไม่มีสื่อกองทุนก็จะทำให้มี มีน้อยก็ทำให้มีมาก สื่อมีคุณภาพปานกลางก็ทำให้มีคุณภาพสูงขึ้น
สร้างที่ 2 สร้างคน พัฒนาศักยภาพผู้ผลิตทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกรูปแบบ ทำให้เกิดการตื่นตัวในวงการสร้างสรรค์ คนเขียนหนังสือ คนเขียนบทละคร คนเขียนบทภาพยนตร์ งานโปรดักชัน รวมถึงการสร้างผลงานที่สามารถเอาไปนำเสนอในต่างประเทศได้
สร้างที่ 3 สร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้มีภูมิคุ้มกันในการเปิดรับสื่อ ให้รู้ว่าสื่อแบบไหนที่เป็นเฟกนิวส์ เป็นการบูลลี่ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรืออันไหนเป็นแค่การพยายามปั้นข่าวและไม่ใช่ข้อเท็จจริง รวมถึงภัยออนไลน์ทั้งหลายที่ถ้าเรามีทักษะรู้เท่าทันสื่อก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ
สร้างที่ 4 สร้างองค์ความรู้ กองทุนถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา วิจัย พัฒนานวัตกรรม จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการณ์ของสื่อ มีข้อมูลที่จะไปเตือนสังคมได้ว่าตอนนี้สภาพการณ์ของสื่อเป็นอย่างไร พฤติกรรมการเปิดรับเป็นอย่างไร
สร้างที่ 5 สร้างเครือข่าย กองทุนมองว่างานขับเคลื่อนทางสังคมผ่านกิจกรรมสื่อเป็นงานที่ไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำได้ด้วยหน่วยงานเดียว จะใช้กฎหมายบังคับหรือเงินอย่างเดียวก็ไม่มีทาง มันเป็นงานที่สังคมทุกภาคส่วนต้องเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้นการแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน มีความคิดร่วมกัน เห็นพ้องต้องกันในการทำกิจกรรม จึงสำคัญมาก กองทุนจึงต้องสร้างความมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสื่อ อย่างการรับมือสื่อร้ายสร้างสรรค์สื่อดี เป็นต้น
สร้างที่ 6 สร้างองค์กร เป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนากองทุนให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย ให้เป็นองค์กรที่สามารถผลักดันให้สร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีได้อย่างแท้จริง สังคมพึ่งหวังได้ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนมองว่าเป็นที่พึ่งได้
โดยยุทธศาสตร์ข้างต้นจะมีการวางแผนทุกๆ 5 ปี ในปัจจุบันกำลังอยู่ในเฟสที่ 2 ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ ปี 2566-2570 หลังจากนั้นก็จะมีการวิเคราะห์ ประเมิน และกำหนดยุทธศาสตร์ในเฟสต่อไปที่จะตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น โดยดร.ธนกร ยังบอกอีกว่า นับเป็นเรื่องดีที่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนงานที่กองทุนได้วางเป้าไว้ และในแง่นโยบายกล่าวได้ว่าคณะรัฐบาลใหม่นั้นพร้อมจะเป็นพลังบวกที่ช่วยผลักดันให้เป้าหมายกองทุนเดินหน้าได้ดียิ่งขึ้น จากการที่รัฐมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องของ “Soft Power” ซึ่งสอดคล้องไปกับภารกิจที่กองทุนดำเนินการอยู่
สานพลังภาครัฐ ร่วมผลักดัน Soft Power สู่อีกระดับ
ประเด็นการสร้าง Soft Power เป็นเรื่องที่เราต่างได้ยินหนาหูในช่วงขวบปีหลัง ซึ่งการรับฟังข้อมูลจาก ดร.ธนกร ทำให้เราทราบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เอ่ยเล่นๆ แต่เป็นประเด็นสำคัญที่มีการวางแผนทำงานมาอย่างดี เฉพาะในส่วนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นั้นได้มีความร่วมมือกับ KOCCA ของเกาหลีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว กองทุนต้องการให้กระแส Soft Power มาเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาบุคลากรที่สามารถสร้างสื่อที่มีอิทธิพลในวงกว้างทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยจะประสบความสำเร็จได้ทุกฝ่ายหากร่วมมือกัน
ดร.ธนกร กล่าวกับเราว่า “เมืองไทยมีต้นทุนของดีเยอะมาก ทั้งต้นทุนด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต เรื่องเล่า อาหาร ที่จะใช้นวัตกรรมสื่อใส่เข้าไปแล้วนำเสนอสู่สายตาของชาวโลก ไม่ว่าจะในรูปของหนังสั้น ในรูปของติ๊กต่อก ละครชุด หรือจะเป็นภาพยนตร์ แล้วเราก็จะได้นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มากินมาเที่ยวอย่างเดียว แต่ยังได้นักท่องเที่ยวที่มาอินกับเรื่องราวเชิงลึก ที่จะทำให้เราขายในสิ่งที่เรามีอยู่แต่เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น เช่น หลายคนอาจจะเคยไปเที่ยวเชียงคานสองสามครั้ง หลงเสน่ห์ของความเรียบง่าย วิถีชีวิต ไปดูแม่น้ำโขง แต่อาจจะไม่รู้บางแง่มุมที่เป็นตำนานชาวบ้าน พระพุทธรูปสักองค์ที่มีความเป็นมายาวนาน สิ่งนี้มันใช้สื่อเพื่อเพิ่มมูลค่าได้หมด อย่างที่เกาหลีประสบความสำเร็จ”
“โดยรัฐบาลนี้ก็จะเน้นในเรื่องของ Soft Power เรื่อง THACCA หรือ Thailand Creative Content Agency ซึ่งโชคดีตรงที่กองทุนเราเองได้ทำงานร่วมกับ KOCCA ของเกาหลีมาประมาณ 2 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ร่วมกันทำอยู่ การใช้กลไกของภาครัฐไปสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อจะนำรายได้เข้าประเทศ เป็นสิ่งที่กองทุนเข้าใจ พอรัฐบาลมีนโยบายแบบนี้มาเราพร้อมที่จะตอบสนองเลย ดังนั้นถ้าถามว่าเปลี่ยนรัฐบาล กองทุนมีผลกระทบอะไรไหมก็คิดว่าน่าจะเป็นการสนับสนุนเสริมซึ่งกันและกัน สิ่งที่กองทุนต้องยึดถือไว้ก็เป็นภาระหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเพราะมันเป็นกฎหมาย ส่วนนโยบายรัฐบาลที่จะเติมเข้ามาเพื่อเป็นการขับเคลื่อนให้สอดคล้องกัน อันนี้ก็จะช่วยเสริมทำให้เรื่อง Soft Power ที่เราพยายามผลักดันมีความเข้มข้น เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องบวก เป็นโอกาสดีของแวดวงคนทำสื่อด้วยนะ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นนิมิตหมายที่ดี ก็คือเรายังคงทำสิ่งเดิมอยู่ แล้วก็ได้ส่วนเสริมมาจากรัฐบาล”
“6 ประเด็นของทุนประเภทเชิงยุทธศาสตร์” การตกผลึกที่มุ่งแก้ไขปัญหาสังคม
จากแก่นคิดหลักของกองทุน ผนวกกับการหนุนจากภาครัฐในเรื่อง Soft Power มาจนถึงการวิเคราะห์เจาะลึกปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างถี่ถ้วน ได้นำมาสู่การออกแบบ “ยุทธศาสตร์การให้ทุน” ประจำปี พ.ศ. 2567 ที่ ดร.ธนกร บอกกับเราว่า คือการตกผลึกอย่างแท้จริง เพราะทุนที่จัดสรรในปีนี้จะเป็นเหมือน “มุมกลับ” ของปัญหาสังคมต่างๆ เปรียบได้กับการนำสิ่งดีมีคุณภาพเข้าสู้กับสิ่งเลวร้ายที่กำลังทำให้บ้านเมืองวิกฤติ โดยทุนประเภทยุทธศาสตร์จะพิจารณาการให้ทุนสนับสนุน โดยมองถึง 6 ประเด็นดังนี้
1. พหุวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคม
กองทุนมองเห็นปัญหาสังคมในเรื่องของความขัดแย้งทางความคิด ความแตกแยก แบ่งเป็นอีกฝ่าย และคิดว่าสังคมแบบนี้ค่อนข้างอันตรายในระยะยาว จึงต้องการให้มีการใช้สื่อ หรือกิจกรรม หรือโครงการที่สนับสนุนพหุวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคม หวังให้เกิดการตระหนักและยอมรับความแตกต่างกันเพิ่มมากขึ้น ไม่มากก็น้อย
2. ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์
เป็นประเด็นที่สอดคล้องไปกับหน้าที่ของกองทุนที่มุ่งมั่นต่อสู้กับสื่อเชิงลบในรูปแบบต่างๆ Fake News, Hate speech ทั้ง Bully และภัยไซเบอร์ จึงต้องการให้มีโครงการหรือกิจกรรมที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้
3. การสร้างมูลค่าจากประเด็นเชิงวัฒนธรรม (Soft Power) เช่น วิถีชีวิตชุมชน ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น เกร็ดประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว อาหาร
เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่กองทุนให้ความสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางจากรัฐที่มองเห็นว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมาย จึงต้องการจะสร้างสิ่งที่เรียกว่ามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือ Soft Power ให้เกิดขึ้นจริง
4. ผลิตรายโทรทัศน์ มิวสิกวิดีโอ วีดิทัศน์ หรือรายการทางออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชน
จากจุดตั้งต้นของกองทุนที่เกิดจากการมุ่งหวังสร้างสื่อคุณภาพสำหรับเด็ก มาสู่การให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันที่รูปแบบสื่อพัฒนาไปหลากหลายมากขึ้น โดยกองทุนมองว่าการยกให้เป็นหน้าที่ของอุตสาหกรรมสื่อเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอ และยังไม่สามารถการันตีคุณภาพได้ จึงได้มีการกำหนดเป็นหนึ่งในประเด็นยุทธศาสตร์ที่จะทำรายการหรือทำโครงการสำหรับเด็กและเยาวชน จะเป็นรายการโทรทัศน์ วิทยุ หรือทางออนไลน์ ก็ได้
5. ผลิตละครชุดเพื่อส่งเสริมศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และความมั่นคง
กองทุนมุ่งหวังให้มีละครชุดหรือซีรีส์น้ำดีอย่างที่เราเคยทำบุพเพสันนิวาสได้ หรือตัวอย่างเช่นซีรีส์ King the Land ของเกาหลีที่มีการมาถ่ายทำที่ไทยแล้วสร้างการบอกต่อได้อย่างมาก ซึ่งกองทุนมองว่าคนไทยเองก็เก่งและสามารถสร้างสรรค์งานเช่นนี้ได้ดีไม่แพ้กัน
6. ผลิตภาพยนตร์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามัคคี และสามารถใช้ชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลายได้อย่างเป็นสุข
กองทุนตั้งเป้าให้การสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วก่อนหน้านี้เช่นเรื่อง “หนุมาน ไวท์มังกี้” หรือ “อะ ไทม์ ทู ฟลาย บินล่าฝัน” รวมไปถึงหนังที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเรื่อง “พระร่วง พระราชาผู้ทรงธรรม” ซึ่งกองทุนมองว่าเรามีศักยภาพในการผลิตภาพยนตร์ที่ตอบโจทย์การเป็นสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และยังสามารถส่งเสริมแนวคิดที่ดีให้กับสังคมได้ไปพร้อมกัน
ทุนยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ประเด็นนี้ นอกจากจะเกิดจากการหวังบรรเทาปัญหาสังคมแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเกิดขึ้นจากการปรับปรุงแนวทางการให้ทุนจากข้อค้นพบที่กองทุนพบเจอมาในแต่ละปีตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เช่น ในปีแรกๆ ช่วงปี 2563 จะมีคำขอเข้ามาเยอะมาก จำนวนถึง 1,700 คำขอ แต่โดยมากไม่สอดคล้องไปกับเป้าหมายของกองทุน ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้ขอยังมองภาพคนละภาพกับที่กองทุนมองไว้ อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2565-66 นี้จะพบว่าผู้ขอรับทุนมีความเข้าใจมากขึ้น ขณะเดียวกันกองทุนเองก็พยายามปรับเกณฑ์การให้ทุนให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในแต่ละปี เช่น กองทุนมีการพิจารณาผู้ขอทุนที่เป็นรายย่อยกับรายใหญ่ไม่เหมือนกัน หรืออย่างคนทำสื่อหน้าใหม่ นักสื่อสารชุมชน ก็จะมีวิธีการพิจารณาที่ต่างกับบริษัทสื่อ เป็นต้น นอกจากนี้ด้วยข้อค้นพบที่ประสบมา กองทุนยังมองไปถึงการขับเคลื่อนวงการด้วยแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติมไม่ใช่เพียงการให้ทุนเท่านั้น เช่น การเป็นผู้ร่วมในการให้ทุนหรือ Co-sponsor (โค-สปอนเซอร์) เป็นต้น โดย ดร.ธนกร กล่าวอีกว่า ข้อค้นพบต่างๆ ทำให้กองทุนมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สามารถผ่านพ้นวิกฤติที่ยากลำบากมาได้ และในปัจจุบันก็นับว่ามีความเชี่ยวชาญ การประเมินผลต่างๆ ก็ดีขึ้นทุกปี
มองอนาคต สื่อต้องสร้างผลกระทบได้จริงจัง ชัดเจน เห็นผล
เมื่อสอบถามถึงภาพในอนาคตของสื่อไทยที่กองทุนหวังจะให้เกิดขึ้น ดร.ธนกร บอกกับเราว่า “ประเด็นนี้ค่อนข้างท้าทายในหลายมิติ อย่างแรกคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนในวงการเองก็แทบจะปรับตัวไม่ทัน พฤติกรรมการเปิดรับก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เกิดแพลตฟอร์มใหม่ๆ วันนี้ผมจะเรียกว่ามันเข้ามาสู่ยุคที่ไม่ใช่ดิจิทัลด้วยซ้ำ เป็นยุค AI media การทำงานของอัลกอริทึมกับการกำหนดพฤติกรรมเปิดรับสื่อของคนเป็นอะไรที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างมาก และปัจจุบันเราก็ยังตั้งหลักในการรับมือได้อย่างยากลำบาก ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องหาทางออก โดยเฉพาะในเชิงกำกับดูแลเนื้อหาคอนเทนต์ที่แย่ๆ เชิงลบต่างๆ รวมไปถึงแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ ควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมและสนับสนุน
“อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤติ เราก็ยังมองเห็นโอกาส โดยเฉพาะการนำของดีที่เรามีอยู่มาสื่อสารให้สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างจริงจัง ทั้งเชิงสังคมและเชิงเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อคนทั่วประเทศ นอกจากนี้คนทำงานต้องมีการปรับตัวและต้องมีกระบวนการทำงานที่แน่นอน ชัดเจน เช่น จากกรณีศึกษาของเกาหลีที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยอุตสาหกรรมคอนเทนต์ มีการลงเงินจำนวนมาก แต่ได้ผลลัพธ์กลับมาที่คุ้มค่า นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับ Creative Economy อย่างมาก กำหนดเป้าชัดเจนว่าแต่ละปีต้องการมุ่งเน้นเรื่องใด แล้วก็ผลักดันร่วมกันทุกภาคส่วนในทุกทิศทุกทาง ตั้งแต่การสร้างบุคลากรระดับมหาวิทยาลัย การทำ MOU กับบริษัทในอุตสาหกรรม รวมไปถึงการสนับสนุนอย่างถูกวิธีของภาครัฐ ทั้งการเปิดกว้างให้การทำงานสร้างสรรค์ การ Subsidize ในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น เมื่อมันไปด้วยกันทั้งระบบเราก็จะมีทั้งคนทำงานที่มีคุณภาพจำนวนมาก และการสนับสนุนที่พร้อมจะทำให้สิ่งดีๆ มันเกิดขึ้นครบวงจร”
ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้มีการนำโมเดลจากต่างประเทศมาปรับใช้แล้วบางส่วน เช่น “โครงการแฮคกาธอน” TMF HACKATORN โดยเข้าไปทำงานกับนักศึกษาปี 4 เชิญชวนให้รวมทีมกันมาสมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้นกองทุนจะมีการเทรนนิ่งสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสื่อรุ่นเยาว์ มีการคัดเลือกจาก 200 ทีม เหลือ 50 ทีม แล้วเลือก 2 ทีมสุดท้าย นำมาติวเข้ม เข้าแคมปิ้ง เมื่อเด็กๆ พร้อมเราก็มีการประกาศออกไป จนได้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มาเป็นพาร์ตเนอร์นำเงินมาร่วมลงทุน ซึ่งปัจจุบันทีมที่ชนะเลิศทั้งสองทีม ได้ก่อตั้งบริษัทและได้ทุนสนับสนุนบริษัทละ 1,000,000 บาท ซึ่งโมเดลนี้นับว่าประสบความสำเร็จในแง่การบริหารจัดการ กองทุนเป็นผู้สร้างความพร้อม จัดกระบวนการกิจกรรมให้เกิดเพื่อเฟ้นหาว่าช้างเผือกอยู่ที่ไหน ขณะเดียวกันก็พาคนที่จะช่วยทำให้ช้างเผือกเติบโตมาเจอกัน
เปิดรับทุกความตั้งใจ ติดต่อสอบถามได้ทุกช่องทาง
จากเรื่องราวทั้งหมดทำให้เรามองเห็นภาพของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่หลักการที่องค์กรยึดมั่นไปจนถึงกระบวนการทำงานที่มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมา นอกจากนี้ในเรื่องการขอทุน กองทุนยังพร้อมเปิดประตูต้อนรับคนทำสื่อทุกคนที่สนใจเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ที่สอดคล้องไปกับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยปัจจุบันกองทุนมีการให้ทุน 3 ประเภท ได้แก่
- การให้ทุนประเภทเปิดรับทั่วไป (Open Grant) วงเงินไม่เกิน 80,000,000 บาท
- การให้ทุนประเภทเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) วงเงินไม่เกิน 180,000,000 บาท
- การให้ทุนประเภทความร่วมมือ (Collaborative Grant) วงเงินไม่เกิน 40,000,000 บาท
สามารถติดต่อสอบถามได้ทุกช่องทางของกองทุน ไม่ว่าจะเป็น
Facebook: https://www.facebook.com/ThaiMediaFundOfficial/
Line: https://line.me/R/ti/p/@097crcya
Email: contact@thaimediafund.or.th
Call Center: 02 273 0116-9
หรือตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมรวมไปถึงหลักเกณฑ์การขอรับทุนได้เลยที่เว็บไซต์ https://www.thaimediafund.or.th/
และรับชมผลงานของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ที่ https://www.youtube.com/@ThaiMediaFund