เปิดปากกับภาคภูมิ ถกประเด็นร้อน บุกค้นบ้าน "บิ๊กโจ๊ก" พบเรื่องแปลกหลายจุด หรือจะเป็นสัญญาณการเมืองในวงการตำรวจเดือด

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 26 กันยายน 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ถึงกรณีตำรวจค้นบ้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. หรือ บิ๊กโจ๊ก 

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยว่า การบุกค้นบ้านรอง ผบ.ตร.เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้น แต่ข้อเท็จจริงๆ ก็คือ บ้านดังกล่าวไม่ใช่บ้านที่เป็นชื่อของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่เป็นการมาพักอาศัย และวันที่เข้าตรวจค้นก็เป็นวันที่พักอยู่พอดี เมื่อมีการค้นจึงเป็นเหมือนว่าเป็นบ้านเขา ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นก็น่าจะทราบอยู่แล้วว่า เป็นบ้านของใคร

แต่การออกหมายค้นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าเป็นบ้านของใคร แต่ขึ้นอยู่ว่าค้นเพื่อหาอะไรที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในสมัยก่อนที่ตนเป็นตำรวจใหม่ๆ ตำรวจเป็นผู้ออกหมายเอง มองว่าเรื่องราวเลวร้ายกว่านี้ แต่หลังจากเปลี่ยนให้ศาลเป็นผู้ออกหมายค้นกับหมายจับ สถานการณ์ก็ดีขึ้น ที่สำคัญคือ เมื่อค้นแล้วต้องเจอ เพราะการออกหมายค้นจะต้องมีข้อมูลชัดเจน เป็นพยานหลักฐานที่สัมพันธ์กับคดีจริงๆ ซึ่งในประเทศที่เจริญทั่วโลกจะให้อัยการเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการออกหมายค้น หรือหมายจับ ดังนั้นการค้นจะมีประโยชน์ต่อคดีแน่นอน ซึ่งหวังว่าในอนาคตเราจะเป็นแบบนั้น

...

เมื่อถามว่าการค้นบ้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในช่วงการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จะส่งผลกระทบหรือไม่ พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ากระทบแน่นอน แต่ประเด็นอยู่ที่กลุ่มคนกระทำความผิดนั้นเป็นตำรวจใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการแต่งตั้ง ผบ.ตร. แต่ตัวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ไม่ได้อยู่ในคิวที่จะเป็นคู่แข่ง ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะยังมีเวลาในราชการอีกหลายปี  

และในบรรดารอง ผบ.ตร. ทั้ง 4 คน นายกฯ จะพิจารณาใครก็ได้ ที่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่ พ.ร.บ.ตำรวจใหม่ จะมีอยู่คำหนึ่งว่าให้ "คำนึงถึงอาวุโส" แต่ก็ไม่ได้เป็นบทบังคับว่าต้องเป็นอาวุโสแต่อย่างใด

ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า วิชาว่าด้วยข้อเท็จจริง การที่ตำรวจจะจับคน ถามว่าไม่รู้เลยเหรอว่าคนที่ถูกจับเป็นตำรวจ และหมายจับในมาตรา 60 ระบุชัดว่า ในกรณีออกหมายค้นให้ระบุสถานที่ที่จะค้น และชื่อหรือรูปพรรณของบุคคลที่จะต้องค้น รวมทั้งต้องกำหนดระยะเวลาที่จะค้น และชื่อตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ทำการตรวจค้น ตนจึงอยากเห็นหมายค้น ซึ่งไม่เชื่อว่า คุณไม่รู้ว่าคนที่ถูกจับเป็นตำรวจ การดำเนินคดีจะต้องชัดเจน

หากใส่ตำแหน่งในหมายจับ ศาลอาจจะไม่ออกหมายจับ แต่ออกหมายเรียก ดังนั้นตั้งข้อสังเกตว่า การที่ไม่ใส่ตำแหน่งเพราะต้องการให้ออกหมายจับหรือไม่ และการได้พยานหลักฐานมาโดยมิชอบ ศาลอาจจะไม่รับฟัง ดังนั้นขั้นตอนการกฎหมายจึงต้องถูกต้องตั้งแต่ต้น ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคดีที่ใส่ตำแหน่งแล้วศาลไม่ออกหมายจับให้ แต่ออกเป็นหมายเรียก และหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ สังคมจะอยู่ยาก ชาวบ้านจะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวอีกว่า ตามปกติ การจับกุมตำรวจเป็นเรื่องยาก ดังนั้นการเสนอขอศาลออกหมายจับจะต้องมีความชัดเจนมากกว่าชาวบ้าน และการที่ศาลอนุมัติออกหมายจับไม่ได้เกี่ยวกับพยานหลักฐานในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลจะสนใจแค่ว่า คำร้องขอออกหมายจับเข้าเกณฑ์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่ 

ตำรวจชอบนำมาพูดว่า "ถ้าไม่มีหลักฐาน ศาลจะออกหมายจับทำไม" เป็นคนละเรื่องกันเลย เป็นความเข้าใจผิดกันมานานมาก ไม่ใช่การรับรองว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิด และเมื่อได้หมายมาแล้วก็ไปตามตัวมาดำเนินคดี จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้เขามีโอกาสในการต่อสู้คดี.

...