ไทยเจอรายแรก หนุ่มวัย 34 ปี เสียชีวิตหลังติดเชื้อฝีดาษลิง ทำงานอยู่ชลบุรี พบติดทั้งเชื้อ “เอชไอวี-ซิฟิลิส” ร่วมด้วย รักษาจนพ้นระยะการแพร่เชื้อฝีดาษลิง หมอให้กลับบ้านได้ แต่กลับทรุดอีกรอบ พบผื่นจากโรคฝีดาษลิงกระจายทั่วตัว เหตุผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เข้ารักษาตัวได้สามวันก็เสียชีวิต ด้านกรมควบคุมโรคชี้แนวโน้มโรคฝีดาษลิงระบาดเพิ่มขึ้น ล่าสุดไทยพบผู้ป่วยแล้ว 189 คน เป็นคนไทย 161 คน ชาวต่างชาติ 28 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักชาย เตือนผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีโอกาสติดเชื้อแล้วอาการรุนแรงกว่าคนปกติ

ไทยยังเจอผู้ป่วยฝีดาษลิงต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 14 ส.ค. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมได้รับรายงานการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงจากสถาบันบำราศนราดูร ส่งทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค กองระบาดวิทยาและสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี ลงพื้นที่สอบสวนโรคร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย อายุ 34 ปี มีประวัติเป็นไข้ ปวดศีรษะ คัน และมีผื่นและตุ่มขึ้นบริเวณผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2566 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี จากนั้นวันที่ 11 ก.ค. แพทย์สงสัยเป็นโรคฝีดาษลิง ส่งตัวอย่างตรวจยืนยันผลพบสารพันธุกรรมของไวรัสฝีดาษลิง ขณะเดียวกัน ยังตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวีและเชื้อซิฟิลิส ต่อมาผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอตรวจพบภาวะติดเชื้อรา เป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสของเอชไอวี ส่วนผื่นแผลจากโรคฝีดาษลิงกระจายทั่วตัว ได้รับการรักษาจนครบ 4 สัปดาห์ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ต่อมาวันที่ 9 ส.ค.ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย หายใจลำบาก ญาตินำผู้ป่วยมารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ตรวจพบว่ามีผื่นจากโรคฝีดาษลิงกระจายทั่วตัว และมีการตายของเนื้อเยื่อที่จมูกและคอเป็นบริเวณกว้าง มีการติดเชื้อแทรกซ้อนที่แขนและขา มีภาวะปอดอักเสบ และอาการสมองอักเสบ ผลตรวจเม็ดเลือดขาว CD4 เท่ากับ 16 เซลล์ต่อ มล. แสดงถึงภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง แพทย์ได้ให้ยาต้านไวรัสฝีดาษลิงและยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ต่อมาผู้ป่วยอาการทรุดลงและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 11 ส.ค.

นพ.ธเรศกล่าวอีกว่า โรคฝีดาษลิงในไทยมีรายงานผู้ป่วย ข้อมูลถึงวันที่ 8 ส.ค. จำนวน 189 คน เป็นคนไทย 161 คน ชาวต่างชาติ 28 คน มีแนวโน้มระบาดเพิ่มขึ้น ระยะแรกพบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ก่อนแพร่ไปจังหวัดอื่น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และมีติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยจำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 43 ปัจจัยเสี่ยงหลักคือการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักที่เป็นผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง ผู้ที่มีความเสี่ยงสามารถตรวจสอบอาการเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง หากมีผื่น/ตุ่มขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก หรือตามร่างกาย และมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสแนบชิด หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้สงสัยฝีดาษลิง หรือผู้ป่วยฝีดาษลิง ให้สังเกตตนเองภายหลังสัมผัสผู้ป่วยภายใน 21 วัน หากมีอาการ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต มีผื่น หรือตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนองขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก หรือบริเวณรอบๆ ตามมือ เท้า หน้าอก ใบหน้า หรือบริเวณปาก ให้รีบเข้ารับการตรวจที่สถานบริการสุขภาพ หรือโรงพยาบาลทันที แจ้งอาการและประวัติเสี่ยงประกอบการวินิจฉัย

ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โรคฝีดาษลิงระบาดเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยฝีดาษลิงรายใหม่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีเกือบครึ่งหนึ่ง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่แล้ว มักมีการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นร่วมด้วยได้ง่ายทำให้เกิดอาการรุนแรงจนเสียชีวิต ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยฝีดาษลิงเสียชีวิต 152 คนแล้วตั้งแต่เริ่มการระบาดในยุโรปและหลายประเทศตั้งแต่เดือน พ.ค.2565 ปัจจุบันประเทศไทยได้รับมอบยาต้านไวรัสชื่อ Teco virimat (TPOXX) จำนวนหนึ่งจากองค์การอนามัยโลกมาใช้รักษาผู้ป่วยฝีดาษลิงที่มีอาการมากที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และจะต้องมีการวัดประสิทธิผลของยานี้ไปพร้อมกัน

นพ.โสภณกล่าวด้วยว่า กรณีการเสียชีวิตของชายไทยด้วยฝีดาษลิงและติดเชื้อเอชไอวีนั้น มีอาชีพรับจ้าง แต่มีประวัติเป็นชายรักชาย และเพิ่งตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวี ได้รับการรักษาโรคฝีดาษลิงจนครบ 4 สัปดาห์ เป็นระยะที่พ้นการแพร่เชื้อของโรคฝีดาษลิง ได้ให้กลับบ้านได้ แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโอกาสที่เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีอาการที่รุนแรงมากกว่าคนปกติ ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวมีกลุ่มเสี่ยง ที่ต้องเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิง 1 คน ขณะนี้อาการปกติ อย่างไรก็ตาม กรมได้ย้ำเตือนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฝีดาษลิงไปยังคลินิกนิรนาม คลินิกผู้ป่วยเอชไอวี ให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า หากปรับพฤติกรรมได้จะลดความเสี่ยงได้