แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหิมอีกวาง แผนแยบยลหลอกนักศึกษามี พัสดุส่งถึงเกี่ยวพันคดีฟอกเงิน จะต้องหาเงินประกันตัว 2 แสนบาท พร้อมออกอุบายให้เหยื่อเช่าห้อง ลบแอปฯตัดการติดต่อทำทีถูกลักพาตัวถ่ายคลิปถูกเทปกาวมัดมือมัดเท้า จากนั้นส่งคลิปให้แม่เหยื่อรีดเงินค่าไถ่ 2 ล้านบาท ยังดีที่แม่เหยื่อร้องตำรวจ ศปอส.ตร.ชป.1 ช่วยเหลือทันควัน ตรวจสอบแก๊งคอลฯมีฐานอยู่ฝั่งประเทศเมียนมา แจ้งเตือนภัยอย่าหลงเชื่อ

เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนักศึกษาพร้อมขู่ผู้ปกครองรีดเงินเรียกค่าไถ่โผล่อีกราย เปิดเผยเมื่อสายวันที่ 13 ส.ค. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช. สตม.และหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชุดปฏิบัติการที่ 1 (ศปอส.ตร.ชป.1) พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 สั่งการให้ พ.ต.ต.ภูริศ คำหมื่น สว.กก.2 บก.สส.สตม. พ.ต.ต.โกเมน วรรณบวร สว. (สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.4 นำกำลังติดตามหาตัวนักศึกษาสาว อายุ 20 ปี ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยชื่อดัง กทม. หลังแม่นักศึกษาสาวเข้าแจ้งความว่าลูกสาวถูกคนร้ายจับตัวเรียกค่าไถ่ 2 ล้านบาท

พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า สืบเนื่องจากช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา คนร้ายเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทร.หานักศึกษาสาวผู้เสียหาย อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทย สาขาสงขลา แจ้งว่าพบสมุดบัญชีของผู้เสียหายในกล่องพัสดุที่ถูกอายัด เนื่องจากพัสดุดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับขบวนการฟอกเงิน ภายในกล่องพัสดุมีพาสปอร์ตของชาวเมียนมา 12 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 9 ใบ สมุดบัญชี 8 เล่ม และมีสมุดบัญชี 1 เล่ม ปรากฏชื่อของผู้เสียหาย ต่อมาคนร้ายหลอกถามเลขบัญชีธนาคารของผู้เสียหายว่าตรงกับสมุดบัญชีในกล่องพัสดุดังกล่าวหรือไม่ และแนะนำผู้เสียหายแจ้งตำรวจไว้ที่ สภ.เมืองสงขลา โดยคนร้ายอาสาประสานติดต่อตำรวจให้เพื่อแจ้งความ
ต่อมาคนร้ายโอนสายไปยังผู้ร่วมขบวนการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา และสอบถามผู้เสียหายว่าช่วงนี้มียอดเงินแปลกๆเข้ามายังบัญชีของผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายตรวจสอบบัญชีพบว่ามียอดการโอนเงินเข้ามาในบัญชีของผู้เสียหาย จริง 13,000 บาท ช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 7 ส.ค. ผู้เสียหายเกิดความลังเลใจ คนร้ายขู่เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฟอกเงิน ให้ติดต่อกันโดยผ่านไลน์ใช้ชื่อ “สภ.เมืองสงขลา” เพื่อวิดีโอคอลคุยกัน คนร้ายแต่งชุดเครื่องแบบตำรวจอ้างเป็น ผกก.สภ.เมืองสงขลา ก่อนจะส่งเอกสารราชการปลอมระบุชื่อและเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหาย มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ผู้เสียหายหลงกลโอนเงิน 13,000 บาท กลับไปให้กับคนร้าย จากนั้นคนร้ายแจ้งว่าตำรวจทำการสืบสวนคดีนี้ซึ่งเป็นคดีลับขอให้เก็บเป็นความลับ ห้ามไม่ให้ผู้อื่นทราบและสอบถามผู้เสียหายจนทราบว่าอยู่ที่หอพักบริเวณมหาวิทยาลัย แจ้งให้เก็บตัวอยู่คนเดียวและให้ปิดการแจ้งเตือนภายในโทรศัพท์ทั้งหมด ย้ายออกจากที่พักไปโรงแรมใกล้มหาวิทยาลัยแทน แต่เนื่องจากบริเวณนั้นไม่มีโรงแรม คนร้ายบอกให้ผู้เสียหายไปยังฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และให้ไปเปิดซิมโทรศัพท์ใหม่ แนะนำให้ไปเช่าห้องพักย่านรังสิต ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมบอกว่าจะมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา

จากนั้นเมื่อผู้เสียหายถึงที่พักเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ เพื่อที่จะไม่ให้มีผู้ใดสามารถติดต่อ และแจ้งให้สมัครไลน์ใหม่ผ่าน IPAD และให้ผู้เสียหายแอดไลน์ชื่อ “หน่วยงาน ปปง.พิเศษ” วิดีโอคอลกับคนร้ายที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ปปง.พิเศษ ต่อมาแจ้งให้ผู้เสียหายลบแอปพลิเคชันที่สามารถติดต่อกับผู้อื่นทั้งภายในโทรศัพท์มือถือและไอแพด อย่างเช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ให้เหลือไว้เฉพาะไลน์เพียงแอปเดียว พร้อมเปิดวิดีโอคอลคุยกับคนร้ายที่อ้างเป็นหน่วยงาน ปปง.พิเศษตลอดเวลา ด้วยความตกใจกลัวผู้เสียหายทำตามคำสั่ง คนร้ายคอยเฝ้าดูและควบคุมการกระทำทุกอย่างผ่านวิดีโอคอล หลอกส่ง QR CODE LOGIN LINE มาให้ผู้เสียหายสแกนเพื่อเข้าไลน์อันเดิมของผู้เสียหาย ทำให้คนร้ายสามารถควบคุมไลน์อันเดิมของผู้เสียหายได้สำเร็จ

พล.ต.ต.พันธนะกล่าวเพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่อยู่ภายในห้องพัก คนร้ายสอบถามว่าที่บ้านประกอบธุรกิจอะไร ผู้เสียหายบอกข้อมูล ชื่อ สกุล เบอร์โทร.ของพ่อแม่ ต่อมาคนร้ายแจ้งกับผู้เสียหายว่าในคดีนี้ จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ประกันประมาณ 200,000 บาท ถามผู้เสียหายว่าจะขอยืมเงินจากใครได้บ้าง ระหว่างที่โทร.ไปหาแม่และเพื่อนของผู้เสียหาย

ต่อมาคนร้ายออกอุบายที่จะช่วยเกี่ยวกับหลักทรัพย์ประกัน บอกให้ผู้เสียหายไปซื้อเทปกาวและกรรไกรเพื่อนำมาถ่ายคลิปในลักษณะมัดมือมัดเท้าตัวเองส่งให้กับคนร้าย แจ้งว่าคลิปดังกล่าวจะเป็นความลับไม่มีการเผยแพร่อย่างแน่นอน เนื่องด้วยความกลัวที่คนร้ายข่มขู่ว่าถ้าไม่ทำตามจะถูกดำเนินคดีและความอยากกลับบ้านผู้เสียหายจึงยอมทำตาม

จากนั้นคนร้ายส่งคลิปดังกล่าวให้กับแม่ของผู้เสียหายอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ด้วยไลน์ตัวเก่าของผู้เสียหายที่คนร้ายที่ควบคุมไว้แล้ว พร้อมส่งข้อความว่า “หนูไม่สำคัญกับแม่เลยใช่ไหมค่ะ หนูไม่มีค่าสำหรับแม่เลยใช่ไหม ถ้าแม่ไม่ช่วยหนู หนูคงไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีกแล้วนะ” ทำให้แม่เชื่อว่าผู้เสียหายอยู่กับคนร้ายและตกอยู่ในอันตราย คนร้ายขู่ว่าผู้เสียหายจะเป็นอันตรายถ้าไม่โอนเงินจำนวน 2 ล้านบาทเข้าบัญชีของผู้เสียหาย ต่อมาแม่ของผู้เสียหายแจ้งขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ศปอส.ตร.ชป.1 (PCT 1) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนทราบว่าผู้เสียหายเข้าพักอยู่ที่พีพี รีสอร์ต ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เข้าตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายอยู่ภายในห้องเพียงคนเดียว คนร้ายรีบตัดทิ้งทันที จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มขบวนการคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมดตั้งศูนย์สั่งการอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ใช้โทรศัพท์และควบคุมเหยื่อด้วยการวิดีโอคอล

“ตรวจสอบประวัติของผู้เสียหายไม่พบว่าไปเข้าพัวพันในการกระทำผิดกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพ เบื้องต้นเชื่อว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์น่าจะเป็นการโทร.สุ่มเข้ามาติดต่อกับผู้เสียหาย พอเห็นว่าผู้เสียหายตกใจกลัวและคล้อยทำตามคำสั่ง หลอกถามข้อมูลส่วนตัว และความเคลื่อนไหวการเงินในบัญชีส่วนตัว ตลอดจนฐานะทางครอบครัวว่ามีฐานะดีหรือไม่อย่างไร เพื่อวางแผนในการก่อเหตุ รูปแบบการกระทำเป็นแผนประทุษกรรมรูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้วิธีการแยกหลอกเหยื่อและผู้ปกครองอ้างใช้การเรียกค่าไถ่และข่มขู่จะทำอันตรายเหยื่อ เพื่อให้ผู้ปกครอง ยอมโอนเงินทั้งหมดให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องระดมกำลังเพื่อออกปฏิบัติการ เนื่องจากผู้ปกครองเป็นห่วงความปลอดภัยเข้าใจว่าเป็นเรื่องเรียกค่าไถ่จริง สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาจะพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะใช้วิธีการหลอกในลักษณะเดียวกันนี้กับชาวต่างชาติที่พักอาศัยในไทย ลุกลามไปถึงกลุ่มนักศึกษา ขอเตือนอย่าหลงเชื่อ” พล.ต.ต.พันธนะกล่าว