ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 2 ประการ ที่ส่งผลต่อการแพร่หลายมากขึ้นในระยะหลัง คือความเชื่อที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย กับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกของการเลิกสูบบุหรี่มวน ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ประเภทใด ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งผู้สูบและบุคคลข้างเคียง กว่า 30 ประเทศทั่วโลกจึงตระหนักถึงภัยนี้และมีกฎหมายต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อต่อกรกับกลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิตที่สร้างภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัย เข้าถึงง่ายด้วยการปรุงแต่งกลิ่นดึงดูดคนรุ่นใหม่ วันนี้ทั่วโลกพยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องเยาวชนและพลเมืองให้ห่างไกลจากภัยเงียบชนิดนี้ รวมถึงประเทศไทยที่พร้อมผนึกกำลังกันอย่างแน่วแน่ ทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สสส. และภาคีเครือข่าย โดยถือเอาวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2566 เป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง
บุหรี่ไฟฟ้ากับสารพิษและภัยร้ายที่น่ากังวล
จากการเฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่หลายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้พบความน่ากังวลใจของนักสูบหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากความเชื่อผิดๆ และความไม่รู้ที่ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย ซึ่งสวนทางกับรายงานจากการศึกษาที่พบภาวะปอดอักเสบรุนแรงในผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกยังระบุอีกว่า แม้ในบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่มีส่วนผสมของใบยาสูบ แต่ก็เต็มไปด้วยนิโคติน อีกทั้งยังมีสารเคมีต่างๆ ที่สามารถเข้าไปทำลายปอด ส่งผลต่อภาวะความดันโลหิตสูง และทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ยังพบตัวเลขเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ ร้อยละ 12.7 จากผู้สูบบุหรี่ทั้งหมด 9.9 ล้านคน โดยในจำนวนนี้สูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 0.26 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างการรับรู้ รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า จึงมีความจำเป็นอย่างมาก โดย สสส. และภาคีเครือข่าย ในฐานะที่ได้สร้างการตระหนักรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่มากอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี ก็พร้อมเป็นส่วนสำคัญของการเสริมสร้างให้ประชาชนมีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ถือเป็นอีกภารกิจสำคัญเพื่อทำให้เยาวชนรู้เท่าทันกลยุทธ์ของธุรกิจยาสูบ และปกป้องสุขภาพประชาชนให้ปลอดภัยจากควันบุหรี่อีกด้วย
“สสส. กับภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันรณรงค์เรื่องการต่อต้านการสูบบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง และเรายังจะทำต่อไปตราบใดที่ยังมีคนสูบบุหรี่ ในขณะเดียวกันก็มีอีกสถานการณ์หนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการเฝ้าติดตามก็ทำให้ได้เห็นด้วยว่า ทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตกำลังกำลังพุ่งเป้าไปที่เยาวชน จะเห็นได้จากจำนวนนักสูบหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นเยาวชนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากความไม่รู้ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ไปจนถึงการที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าสร้างภาพลักษณ์ให้บุหรี่ไฟฟ้าดูเป็นสิ่งทันสมัย มีรูปลักษณ์ใหม่ๆ และแต่งกลิ่นต่างๆ ให้ดึงดูดใจ โดยมีเป้าหมายเป็นเยาวชน ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่ก็น่าเป็นกังวลใจเพราะสามารถหาซื้อได้ง่ายดายในโลกออนไลน์ การแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้าจึงนับได้ว่าไม่ต่างจากการเป็นภัยเงียบที่นิ่งนอนใจไม่ได้เลย”
หมุดหมายสำคัญ วันงดสูบบุหรี่โลก 2566
สำหรับ วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2566 ที่ผ่านมา ยังนับเป็นอีกวันหนึ่งในการรวมตัวกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านบุหรี่ทุกรูปแบบ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า นำโดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, Dr. Jos Vandelaer ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่, ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกันแสดงเจตจำนงในการรณรงค์เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษ เสพติด อันตราย” เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ความรุนแรง พิษภัย และอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งยังพร้อมเป็นส่วนสำคัญในการปกป้องเยาวชน และพลเมืองของชาติให้ห่างไกลจากพิษภัยของบุหรี่อย่างแน่วแน่ด้วย
โดยครั้งนี้ยังมีตัวแทนเยาวชนจากโรงเรียนวังโป่งศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์ ในนาม ชมรม GenZ Wangpong ซึ่งนับเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นและเข้าใจปัญหาเรื่องการแพร่หลายของบุหรี่ไฟฟ้า เข้าร่วมพูดคุย น.ส.พัทราภรณ์ แจ่มทอง ประธานชมรม GenZ Wangpong โรงเรียนวังโป่งศึกษา เล่าให้ฟังว่า จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในโรงเรียนบางกลุ่ม ได้พบว่าเริ่มมีการลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาสูบภายในโรงเรียน ด้วยความมุ่งมั่นของชมรมเรื่องการสร้างค่านิยมให้เยาวชน “เลือกไม่สูบ” จึงได้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวัง รวมถึงให้ความรู้ที่ถูกต้องในกลุ่มเยาวชนที่เป็นนักเรียนด้วยกันเอง ขณะเดียวกันก็พร้อมอยู่เคียงข้างและให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ โดยหนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือ การทำโครงการชื่อ “ใครสูบยกมือขึ้น” เพื่อให้เยาวชนนักสูบกล้าเผยตัว ยอมรับ ก่อนที่ชมรมจะเข้าไปร่วมพูดคุย ร่วมกันค้นหาสาเหตุการสูบบุหรี่ และหาทางออกร่วมกันในแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อให้เลิกสูบบุหรี่ และสร้างค่านิยมที่ดีในสถานศึกษาขึ้น
ดร.สุปรีดา กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ภารกิจสำคัญของ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงหมายถึงการปกป้องเยาวชนและพลเมืองให้ห่างไกลจากพิษภัยของบุหรี่ โดยเฉพาะการเข้าไปการจัดการกับความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า อย่างความเชื่อที่ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย รวมถึงการนำบุหรี่ไฟฟ้ามาเป็นทางเลือกของการเลิกสูบบุหรี่มวน เนื่องจากเชื่อที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่นิโคตินและปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป นอกจากนี้ สสส. ยังเตรียมปล่อยแคมเปญรณรงค์เพื่อให้ความรู้ และสร้างการตระหนักรู้ต่อพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าในสังคมไทยอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้จะยังคงทำงานร่วมกัน ผ่านการรวมพลังการสนับสนุนภาคี 3 พลัง ทั้งภาคนโยบาย ภาคสังคม และภาควิชาการ เพื่อเดินสู่เป้าหมายการทำให้บุหรี่หมดไปจากสังคมไทย