พ่อตาร้องสื่อ ขอความเป็นธรรม หลังถือมีดป้องกันตัว แต่กลับถูกลูกเขยขับรถชนบาดเจ็บ อ้างอีกฝ่ายมีอิทธิพล ด้าน "กัน จอมพลัง" บอก อยากให้ถอยคนละก้าว เพื่อครอบครัว

วันที่ 6 มิ.ย. 66 ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เป็นการพูดคุยในประเด็น พ่อตา วัย 53 ปี ร้องขอความเป็นธรรม อ้างถูกลูกเขยขับรถชน ทำร้ายร่างกาย หลังจากที่ลูกเขยมีปัญหากับลูกสาวเขา และเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดี เพราะลูกเขยเป็นลูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

สอบถาม นายเก่ง พ่อตา เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 3 โมง ถูกลูกเขยขับรถชน โดยขณะที่พุ่งเข้ามาชน ตนได้จับประตูรถไว้ ก่อนที่ลูกเขยจะพยายามถอยรถออกไปทางถนนใหญ่ โดยภรรยาและลูกสาวได้เข้ามาช่วยตนไว้ ซึ่งตนได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง หน้าแข้ง และเท้า 

เมื่อถามอีกฝ่ายบอกว่า วันนั้นมีการถือมีดเข้าไปหาผู้ก่อเหตุหรือไม่ นายเก่ง บอกว่า ที่ถือมีดวิ่งเข้าไปหา เพราะอยากถามว่า มาทำลูกสาวกับลูกชายตนทำไม ไปทำลายของในห้องลูกชาย หลายอย่างเป็นของที่เขารัก หามาด้วยตัวเอง ไม่ได้พึ่งพ่อแม่ คอมพิวเตอร์ก็ต้องใช้ในการศึกษา

ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 3 ทุ่ม ของวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งตนทำงาน ยังกลับมาไม่ถึงบ้าน ลูก 3 คน ก็โทรหาตน แต่ตนรับสายไม่ได้ หลังเลิกงาน ก็รีบโทรกลับลูกสาว ลูกสาวก็บอกว่า ถูกสามีทำร้าย ก่อนจะเข้าไปทำร้ายน้อง ทำลายคอมพ์น้องพัง ทั้งหมดเพราะเขาดื่มเหล้ามา ซึ่งลูกก็โทรไปบอกทางแม่สามี ซึ่งแม่สามีเขาก็ส่งพ่อมา แต่อีกฝ่ายมาบอกว่า ลูกชายผมคนกลางสูบบุหรี่ในห้องนอน แต่น้องก็บอกว่า ไม่ได้สูบ เขาก็ไม่ฟัง ซึ่งเขาก็บอกว่า ลูกของเขาเป็นภูมิแพ้ โดยหลังจากที่ผมกลับมาถึงบ้านก็ไม่เจอเขาแล้ว เพราะเขากลับไปอยู่บ้านพ่อแม่เขาที่อยู่อีกฝั่งแล้ว ระหว่างนั้นตนก็ไม่ได้ติดใจ แม้กระทั่งโทรไปถาม ก็ไม่เคย แต่ยอมรับว่าเคยมีเรื่องระหองระแหงกัน เมื่อ 7-8 ปีก่อน 

วันเกิดเหตุ ตนนอนอยู่ที่บ้าน ระหว่างที่กำลังลุกขึ้น เห็นว่าลูกเขยขับรถเข้ามา และไม่รู้ว่าในรถเขามีอะไรบ้าง จึงถือมีด เดินเข้าไปหา เพื่อจะถามว่า มาทำลูกสาว และลูกชายผมทำไม แต่เขาขับรถจะพุ่งชน ก่อนที่รถจะถึงตัว ตนจึงใช้มีดฟันไปที่รถ จากนั้นเขาก็พยายามจะชนอีก ผมก็จับไปที่ประตู ซึ่งเขาไม่ได้ล็อก ประตูเปิดออกและหนีบตน จนบาดเจ็บ ก่อนที่ลูกจะวิ่งเข้ามาช่วย ส่วนเขาก็ขับรถออกไป 

หลังเกิดเหตุ ตนอยู่โรงพยาบาล ก็ไม่ได้คุยกับทางลูกเขยเลย หมอก็ยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล เพราะความดันสูง จึงให้ภรรยาและลูกๆ ไปแจ้งความ ที่ สน.บางมด ในข้อหาพยายามฆ่า แต่ร้อยเวรไม่รับแจ้ง อ้างว่าไม่เข้าข่าย เข้าข่ายแค่ทำร้ายร่างกาย แต่อีกฝ่ายก็ไปแจ้งความว่าผมพยายามฆ่า เขาก็รับ ทั้งๆ ที่ไม่มีแม้แต่บาดแผล และเขาอยากที่จะให้ไกล่เกลี่ยกันก่อน ทำให้รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมาร้องเรียนกับสื่อ ขณะที่ลูกสาวผมนั้นตอนนี้ก็เครียด เพราะหลายคนโจมตีว่าน้องเข้าข้างสามี แต่อยากจะบอกว่า ทุกอย่างที่ผมได้มา ทั้งวงจรปิดหรืออะไรก็ตาม ก็มาจากลูกสาว 

ส่วนเรื่องที่อยากให้ทาง กัน จอมพลัง ช่วยนั้น เพราะตอนนี้ห่วงเรื่องความปลอดภัย และการดำเนินงานของ สน.บางมด แต่หลังจากที่ข่าวออกไป ทาง ผกก.สน.บางมด ก็โทรมาหาตน บอกว่ายังไม่เคยได้เจอกับตนเลย แต่ทำไมตนจึงไปร้องสื่อว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งๆ ที่ตนยังไม่ได้เดินเรื่องทางกฎหมายให้เลย

ซึ่งวันนี้ตนก็เข้าไปที่ สน.บางมด ทาง ผกก.บอกว่า วันนี้ทางลูกเขยได้เข้ามาเพื่อจะขอไกล่เกลี่ย ผมก็ยินดี เพราะเห็นแก่ลูกและหลานๆ แต่ก็ไม่ขอกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้ว ซึ่งตอนนี้ตนพร้อมกับภรรยา และลูกชายอีก 2 คน ออกมาจากบ้านแล้ว เพราะบ้านนั้นเขาก็โทรมาบอกว่า ให้ออกจากบ้านภายใน 3 วัน อย่าให้หมดความอดทน ตนก็ห่วงความปลอดภัย ส่วนลูกสาวและหลานยังอยู่ที่บ้านหลังนั้น เพราะเชื่อว่าเขามีอิทธิพลในย่านนั้น

ด้าน กัน จอมพลัง บอกว่า ผมไม่สนับสนุนในเรื่องใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว แต่อยากบอกว่า ตอนนี้คนที่ลำบากใจที่สุดน่าจะเป็นลูกสาว ใครชนะเท่ากับแพ้ เพราะเป็นเรื่องในครอบครัว จึงอยากให้หันหน้ามาคุยกันมากกว่า และเรื่องนี้หากจะสู้กัน ผมว่าโดนทั้งคู่ ซึ่งเมื่อเข้าสู่วงไกล่เกลี่ย ก็อยากให้ถอยคนละก้าว ถ้าฟ้องเป็นคดีอาจเสียเงินหนักทั้งคู่ ดังนั้น อยากให้นึกถึงคนที่รักให้มากๆ

...

อย่างไรก็ตาม นายเก่ง บอกว่า สิ่งที่อยากไกล่เกลี่ยก็มีอยู่ในใจแล้ว คือ ต้องการเงิน 3 ล้านบาท เพื่อไปซื้อบ้านใหม่ จากที่ต้องขายบ้านเดิม และมาอาศัยอยู่ในบ้านเขา

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสามารถเอาผิดได้ทั้งอาญาและแพ่ง แต่ก็ไม่อยากให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้น จึงอยากให้หันหน้าคุยกัน มาทบทวนว่าเหตุที่เกิดขึ้นมาจากอะไร

ติดตามได้ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เวลา 15.30 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.