มูลนิธิวินวิน เข้าช่วยเหลือหนูน้อยวัย 11 ปี เขียนจดหมายลับถึงยายให้ซื้อยาทาแผล ขอความช่วยเหลือไม่อยากอยู่กับพ่อแล้ว ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเรียกตัวพ่อ
วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 มีรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มูลนิธิ วินวิน นำโดย น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิ วินวิน ได้ลงพื้นที่ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากเพื่อนบ้านของ ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 11 ปี พร้อมส่งจดหมายที่น้องเขียนด้วยลายมือว่า "ความลับของเรากับยาย........" ยาย...หนูจะให้บอกแม่ว่าอย่าลืมที่สัญญานะ แล้วซื้อยาทาแผลให้หนูด้วยได้ไหม ถ้าได้เอาฝากไว้ที่ป้า....นะเดี๋ยวเปิดเทอมแล้วค่อยบอกกับครูอีกทีหนูจะไปเอาตอน 20.00 น.ถ้าไม่ลืมนะหลอกนะ ถ้ารถลูกชิ้นมาซื้อชีสอันใหญ่ 2 อันนะ"
ทั้งนี้ได้นัดหมายที่โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม โดยมี น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิวินวิน พร้อมทีมงาน และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 และครูโรงเรียนราษฎร์ศรัทธาธรรม จากนั้นทั้งหมดได้เดินทางไปที่บ้านของน้อง ซึ่งห่างจากโรงเรียนไม่มากนักก็พบกับ น้องบี อายุ 11 ปี อยู่กับยาย 2 คนที่บ้าน จึงเชิญตัวมาพูดคุยที่ห้องประชุมของโรงเรียนโดยไม่อนุญาตให้สื่อบันทึกภาพหรือพูดคุยแต่อย่างใด
...
น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิวินวิน เปิดเผยว่า มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงร้องมาที่เพจมูลนิธิวินวิน ว่าน้องบี ถูกพ่อแท้ๆทำร้ายร่างกาย และพ่อน่าจะมีประวัติเกี่ยวกับการเสพยาเสพติด แต่จริงไม่จริงต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง ก็มีการส่งรูป ส่งจดหมายที่น้องเขียนให้เพื่อนบ้านช่วยเอายามาให้หนูหน่อยจะเอาไว้ทาแผลที่ถูกพ่อทำร้าย ซึ่งเราอ่านแล้ว แบบว่ามีใครมาช่วยหนูได้ให้มาช่วยหนูออกจากตรงนี้หน่อย เขาไม่อยากอยู่แล้ว พอเราทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ประสาน พม. ในพื้นที่และลงมาในวันนี้
ซึ่งวันนี้ก็มีจดหมายมาอีกว่าให้ช่วยหนูด้วย แบบว่าเด็กคงถึงที่สุดแล้ว หนูไม่อยากอยู่กับพ่อ เด็กกำลังโตไม่รู้ว่าต้องเจออะไรทำร้ายจิตใจมาบ้าง ออกมาเล่นกับเพื่อนบ้านก็ไม่ได้ ถูกทำร้าย ถูกขัง ซึ่งเรื่องนี้ พม.เคยลงมาแล้วรอบนึง เคยพูดคุยกับย่ากับพ่อเด็กมาแล้ว แต่พอทุกคนทุกหน่วยกลับไปหมด ก็ไม่เป็นผล เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่าเด็กยังถูกทำร้ายอยู่ หมายความว่าบุคคลคนนี้ไม่สามารถจะปรับทัศนคติที่ดีกับลูกได้
เช่นนั้นควรแยกเด็กออกมาได้แล้ว ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ทางภาครัฐจะดีกว่าไหม เพราะแม่ก็ทนพฤติกรรมพ่อไม่ได้ ถูกทำร้ายเหมือนกันถึงต้องแยกตัวออกไป
เบื้องต้นจากการพูดคุย ในห้องประชุมเด็กมีความประสงค์ที่จะอยู่กับทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่อยากอยู่กับพ่อ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำเรื่องให้ผู้ปกครองเซ็นรับทราบอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเชิญพ่อมาสอบถามเรื่องราวที่แท้จริงอีกครั้งต่อไป.